ห้องรับแขก-ห้องนั่งเล่น ห้องที่ใช้งานมากที่สุด ของครอบครัว

ห้องรับแขก-ห้องนั่งเล่น
ห้องรับแขก-ห้องนั่งเล่น
ห้องรับแขก-ห้องนั่งเล่น

ห้องรับแขก-ห้องนั่งเล่น ห้องที่ใช้งานมากที่สุด ของครอบครัว ผู้คนบางกลุ่มชอบที่จะรับประทาน อาหาร พบประสังสรรค์ และดื่มฉลอง กันที่บ้าน มากกว่าที่จะ ออกไปตามคลับ หรือภัตตาคาร โทรทัศน์สี วีดีโอ และเครื่องเสียงดีๆ ได้เข้ามาแทนที่ภาพยนตร์ตามโรง แม้แต่เกมคอมพิวเตอร์ ปัจจุบัน ก็สามารถ ซื้อหา เข้ามา เล่นสนุกสนานกันได้ภายในบ้าน ฉะนั้นการจัด ห้องนั่งเล่นที่กว้างขวาง พอและมีอุปกรณ์ ในการสันทนาการ ต่างๆ จึงเหมาะเป็นที่พบปะสังสรรค์ และพักผ่อนในยามว่างได้ การตกแต่งห้องนั่งเล่น ได้รับความเอาใจใส่มากขึ้น ได้มีการเพิ่ม ความแปลกใหม่ ที่ยังคงให้ ความรู้สึก สบาย อย่างง่ายๆ ซึ่งมีผลมาจากปัจจัย 3 ประการคือ

เฟอร์นิเจอร์แปลกๆ ใหม่ๆ ที่บริษัทผู้ผลิตได้ออกแบบแตกต่างหลายหลาก และมีหลายระดับราคา ให้เลือกซื้อได้ตามความ ต้องการและกำลังทรัพย์

การใช้สีสดใสมาตัด เช่น สีชมพู เขียว หรือ เหลือง บนสีที่นิยมใช้กัน อันได้แก่สีครีมอ่อน สีครีมเข้ม สีเบท และสีปนสีขาว นั้นให้ชีวิตชีวา ที่สนุกสนาน มากยิ่งขึ้น

ปัจจัยสุดท้ายได้แก่การนำวัสดุต่างๆ มากใช้ อย่างมากมาย เป็นวัสดุที่ผลิตออกมา ในขบวนการ อุตสาหกรรม สถาปนิก และ มัณฑนากร ได้นำสิ่ง ที่มีอยู่ อย่างหลายหลากนี้ มาออกแบบ ดัดแปลง ตกแต่ง ให้ได้สิ่งที่แปลกใหม่น่าตื่นตา อาทิ นำเอา ลามิเนท พลาสติกลายสีสดใส มาปูลง บนเฟอร์นิเจอร์ ลักษณะแปลกๆ นำเอาไม้มาทาสี ร้อนแรง และเคลือบเงา การฉาบปูนบนผนัง ให้เป็นเส้นๆ เพื่อเลียนแบบ เสาลายคิ้วบัว และลวดลายต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เป็นการแสดง ถึงวิธีการ และแบบการตกแต่ง อันหลายหลาก ซึ่งนำมาใช้ได้ อย่างไรก็ตาม ไม่มีวิธีใด เป็นสิ่งที่ดีที่สุด การตกแต่ง เพียงเล็กน้อย ก็อาจจะดีได้ เท่ากับการตกแต่ง ที่ต้องใช้จ่ายของ อย่างฟุ่มเฟือย หรืออาจจะนำวิธี การตกแต่ง หลายรูปแบบ มาผสานกันได้ ถ้าสามารถ ทำให้สอดคล้อง และในขอบเขตที่สมควร

 

การวางแผนผังห้องนั่งเล่น

ห้องรับแขกจะเป็นห้องแรกที่เข้ามาถึง ควรมีขนาด 12 ตารางเมตรขึ้นไป แล้วแต่ขนาดของบ้าน เมื่อจะลงมือตกแต่งห้องใดก็ตาม อย่าได้พยายาม ซื้อหา ข้าวของในการตกแต่ง ก่อนที่จะมี การวางแบบแปลน ให้เรียบร้อย ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่ถูกต้อง และง่ายที่สุด ถ้าเราจะย้ายเข้ามาอยู่ ในบ้านที่ต้อง อยู่อาศัย เป็นเวลานาน ดังนั้นจึงควรวางแบบแปลน เพื่อให้ใช้ได้ ในระยะเวลานาน สิ่งที่ต้องพิจารณา อันดับแรก คือโครงสร้างของห้อง ว่าต้องมีการ ขยับขยาย หรือไม่ ถ้าต้อง มีการขยับขยายก็ต้องลงมือทำสิ่งนี้ก่อน แต่ถ้าไม่ต้องก็ดำเนินขั้นต่อไป คือ การสร้างตู้ และชั้นวางของ และติดตั้งระบบไฟฟ้า และระบบระบายอากาศ หรือปรับอากาศ ตามแบบแปลน ที่วางไว้ ก่อนที่จะเริ่มงานตกแต่ง เช่น การจัด เฟอร์นิเจอร์ ปูพรม และรายละเอียดอื่นๆ แต่ถ้าเรา เช่าห้อง หรือบ้านอยู่ วิธีการตกแต่งที่ดีที่สุด คือ คง

 

โครงสร้างเดิมไว้ให้มากที่สุด และแก้ไข ข้อบกพร่องต่างๆ ด้วยวิธีการของการตกแต่ง เช่น หน้าต่างที่ ใหญ่เกินไป ก็ติด บางส่วน ของหน้าต่าง ด้วยบังตา ถ้าหน้าต่างที่เล็กเกินไป อาจจะทำให้ดูกว้างขึ้นได้ ด้วย การติดกระจก

การจัดบริเวณนั่งเล่น

บริเวณนั่งเล่นเป็นส่วนสำคัญที่ใช้นั่งคุยกัน ดูทีวี ทานขนม เล่นเกมส์ อ่านหนังสือ และพักผ่อน ดังนั้นที่นั่ง ที่ใช้ควรจะสบาย และจัดวางอุปกรณ์ การเล่นให้อยู่ใกล้ๆ กับเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ ควรจะเคลื่อนย้ายได้ เพื่อให้เหมาะ กับการนำมาจัดใหม่ ในการ สังสรรค์กันแต่ละครั้ง ในกรณีที่เป็นห้องขนาดเล็ก แต่ถ้าเป็นห้องขนาดใหญ่ ควรใช้เฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ และเคลื่อนย้าย ไม่ได้หนึ่งหรือสองตัว นอกจากนั้น ควรจะเป็น เฟอร์นิเจอร์ที่มีน้ำหนักเบา ซึ่งสามารถนำมาตั้ง รวมกับเฟอร์นิเจอร์ประเภทแรก ได้เมื่อมีแขกมาเยี่ยม เป็นจำนวนมาก และเฟอร์นิเจอร์สมัยใหม่ ซึ่งดัดแปลง ใช้ได้หลายอย่าง จะช่วยเปลี่ยนแปลง ให้บรรยากาศ

 

การวางผังห้องนั่งเล่น

การจัดวางควรจะแยกออกจากบริเวณทางเดิน เมื่อมีคนเดินไปมาจะได้ไม่เป็นการรบกวนสมาธิ ของผู้ที่นั่งพักผ่อนอ่านหนังสือ พูดคุย หรือดูรายการ โทรทัศน์ การจัดวางหนังสือ แผ่นเสียง เทปคาสเซ็ท วิดีโอเทป หรืออุปกรณ์อื่นๆ ควรจัดวางในที่ที่หยิบใช ได้ง่าย จัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงาม จัดวางโต๊ะเตี้ยๆ สำหรับวางแก้วน้ำ ที่เขี่ยบุหรี่ และแมกกาซีนต่างๆ ไว้ในบริเวณที่นั่ง ติดตั้งโคมไฟ เพิ่มให้สว่างพอ และอยู่ในตำแหน่งที่ใช้นั่งอ่านหนังสือ เขียนหนังสืองานเย็บปักถักร้อย และงานอื่นๆ ที่ต้องใช้สายตา

เราควรคำนึงการประกอบกิจกรรมอื่นๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการวางแบบแปลนเลยทีเดียว เช่น การทำงาน เขียนหนังสือ ทำการบ้าน อ่านหนังสือ เหล่านี้ควรจะอยู่ในบริเวณที่สงบ ถ้าเป็นไปได้ควรจะจัดไว้ ในห้องนอน เช่นเดียวกันกับอุปกรณ์ ในการเย็บปักถักร้อย ขนาดใหญ่นั้นไม่เหมาะ ที่จะนำมาตั้งไว้ ในห้องนั่งเล่น แต่ถ้าจำเป็นจะต้องใช้งานจริงๆ ก็ใช้ในเวลาที่ไม่มีการใช้งานในห้องนี้ โต๊ะเก้าอี้ที่ใช้ ควรเป็นชุดเดียวกัน เพราะเมื่อมีการจับแยกชุด ไปไว้ห้องอื่นจะสังเกตได้

การจัดวางจุดสนใจในห้องนั่งเล่น

ห้องนั่งเล่นไม่ควรเป็นห้องที่น่าเบื่อ ฉะนั้นจึงควร มีการจัดจุดสนใจไว้ตามตำแหน่ง ต่างๆ ซึ่งในห้องหนึ่งๆ อาจมีการจัดทำได้หลายๆ วิธีร่วมกัน หรือนับเฉพาะ วิธีใด วิธีหนึ่งเท่านั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับความพอใจ ของเจ้าของ บ้านเอง การจัดวางกระถางต้นไม้ รวมกันและจัดไฟส่อง ในจุดนั้น ทำให้มีชีวิตชีวาในบริเวณนั้น ซึ่งเดิมเป็น บริเวณมุม ที่ค่อนข้างมืด หรือการจัดดอกไม้แห้ง ดอกไม้สด ไว้หน้ากระจก ทำให้สวยสะดุดตา มากยิ่งขึ้น แขวนโคมไฟที่สวยงามเป็นกลุ่ม โดยมีจุดประสงค์ เน้นทางด้านความงาม หรือจะเลือกที่สวยงาม มาสักชิ้นหนึ่ง ซึ่งอาจจะ เป็นโคมไฟแบบตั้ง นำมาตั้งไว้ ในตำแหน่งที่โดดเด่น และเรายังได้แสงสว่าง จากโคมไฟได้อีกด้วย

 

การจัดวางจุดสนใจในห้องนั่งเล่น

ภาพวาดด้วยสีต่างๆ นำมาติดในตำแหน่ง ที่กลมกลืน และสามารถชื่นชม ความงามของภาพ ได้ถ้ามีภาพที่สำคัญ หรือรัก เป็นพิเศษให้จัดไว้ ในตำแหน่งที่สำคัญ โดดเด่น และแยกจากภาพอื่นๆ ติดไฟสปอตไลท์ส่องภาพ และถ้ามี เฟอร์นิเจอร์ ที่พิเศษ เราอาจจะจัดไว้ใน ลักษณะ ที่คล้ายคลึงกันได้ ควรใช้ประโยชน์จากหนังสือดีๆ ที่เราอ่านอยู่ เป็นประจำ จัดหนังสือเหล่านี้ ไว้เป็น กลุ่มบนโต๊ะข้าง หรือโต๊ะเตี้ยสำหรับ วางของ แน่นอนที่สุด ผู้ที่ได้มา นั่งพักผ่อน หรือพูดคุยกัน ย่อมให้ความสนใจ และหยิบดูเพลินๆ เป็นการขจัดความเบื่อหน่าย ในการรอคอยได้ สำหรับนักสะสมของเก่า ของโบราณ ศิลปวัตถุหรือของจุกจิก จัดวางของเหล่านั้นให้สวยงาม และควรเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอๆ เพื่อให้เป็น จุดเด่นที่แปลก และน่าสนใจ หนังสือหายาก วัตถุโบราณ หินกรวด กล่องต่างๆ แก้วสวยงาม ตุ๊กตา เหยือก ยิ่งหาของที่แปลก ได้เท่าไรยิ่งดี บริเวณที่จัดวาง ไว้นั่นก็ดูยิ่งน่าสนใจมากขึ้น
ลวดลายประดับ ทางสถาปัตยกรรม เช่น ซุ้มประตู และลายปูนนั้น หรือลวดลายประดับเพดาน สิ่งเหล่านี้ เราควรจะรักษาเอาไว้ และซ่อมแซม ให้อยู่ในสภาพ ที่สมบูรณ์ อย่าตั้งเฟอร์นิเจอร์ บังความสวยงาม ของลวดลายเหล่านี้ และควรจัดแสงไฟ ให้ส่องสว่าง เน้นความงามในจุดเหล่านี้ โดยปกติแล้ว ในห้องนั่งเล่น มักจะตั้งโทรทัศน์ เป็นจุดศูนย์กลาง แต่โทรทัศน์ ไม่เป็น จุดศูนย์กลาง ที่ดีนัก เฉพาะอย่างเวลา ที่มีรายการ อีกประเภทหนึ่ง โทรทัศน์ อยู่ตรงกลาง แล้วล้อมรอบ ด้วยเฟอร์นิเจอร์ การและกิจกรรมอื่นๆ ไว้บนโต๊ะ ที่มีล้อเลื่อนเพื่อจะได้เคลื่อนย้ายออกไปได้ เมื่อไม่มีรายการโทรทัศน์ .

ห้องนั่งเล่นแบบทางการ

ห้องนั่งเล่น ที่เป็นทางการจะไม่ใช้ เพื่อกิจกรรมอื่น นอกจาก นั่งเล่น พักผ่อน พูดคุย ดังนั้นที่นั่งเล่น จึงเป็นส่วน ที่สำคัญที่สุด อาจจะตกแต่งด้วย แบบทันสมัย หรือในรูปแบบเก่า หรือจะผสมผสานระหว่าง ทั้งสองรูปแบบ บางครั้ง อาจตกแต่ง ไว้อย่างหรูหรา แต่ยังคงไว้ ซึ่งความสะดวกสบาย ถ้าเนื้อที่ในห้องนั้น อำนวย ควรตั้งโซฟาไว้หนึ่งหรือสองตัว และจัดวางเก้าอี้ ไว้หลายๆ ตัว เฟอร์นิเจอร์ทุกตัว จัดเข้ากลุ่มกัน อย่างเป็นทางการ ถ้าเป็นห้องรับรองที่ใหญ่มากๆ อาจจะจัด เฟอร์นิเจอร์ ไว้หลายๆ กลุ่ม โดยคำนึงว่า เก้าอี้ที่จัดไว้ ทุกตัว ใช้ประโยชน์ได้ สำหนับเก้าอี้ ที่มีน้ำหนักเบา อาจจะเคลื่อนย้าย จากกลุ่มหนึ่ง ไปอีกกลุ่มหนึ่งได้ ตามความจำเป็น แต่ เฟอร์นิเจอร์ ที่เป็นหลัก จะต้องตั้งไว้อย่างถาวร และไม่มี การเคลื่อนย้าย จากตำแหน่งเดิม โต๊ะเตี้ยที่จัดวางไว้ ให้หาต้นไม้ ที่เขี่ยบุหรี่ ขนาดใหญ่ แจกันดอกไม้ และสิ่งต่าง ๆ ที่สวยงามประทับไว้

ม่านควรตัดเย็บจากผ้าที่มีคุณภาพดี เช่น ผ้าไหมฝ้ายเนื้อดี ผ้าขนสัตว์ ในห้องสมัยใหม่นั้น สามารถแขวนม่านได้ทันที โดยไม่ต้อง ประดับประดาอะไรเพิ่มเติม แต่สำหรับห้องแบบเก่าควรจะใช้ ผ้าที่มีลายอดกไม้ มีการติด ฟู คิ้ว และ ครุย จับจีบหรือ ทำม่านย้อย ให้สวยงาม พื้นห้องควรจะเป็น พื้นไม้ปาร์เก้ หรือพรมตลอดห้อง
การตกแต่ง ควรเป็นแบบง่ายๆ แต่ทำอย่างดี อาจตกแต่งด้วย วอลล์เปเปอร์ ลายเรขาคณิตเล็กๆ ที่มีคุณภาพดี หรือ ผ้าแต่งผนัง ที่มีสีสันหลายหลาก หรือทาสีที่เป็นมันวาว บนโต๊ะเตี้ย เพื่อให้ดูเหมือน เป็นพื้นขัดระยิบระยับ หรือจะใช้ วิธีที่นิยมกัน คือทำลวด ลายหินอ่อน หรือวาดเป็นแต้ม ๆ ฯลฯ

 

รูปภาพไม่ว่า จะเป็นภาพพิมพ์สมัยใหม่ หรือภาพสีน้ำมัน ใส่กรอบสวยงามที่ดูภูมิฐาน แขวนในตำแหน่ง ที่ได้เลือกสรร ว่าเป็นจุดส่งเสริมให้เกิดความงาม ส่องไฟเหมือนกับการติดรูปแบบเก่า นั้นคือ จากสปอตไลท์ที่ติดเพดาน หรือ หลอดไฟยาว ที่ติดซ่อนไว้ใต้ชั้นวางของ หรือไฟจากโคมตั้งพื้น .

การตกแต่งห้อง ในรูปแบบชีวิตในเมืองนั้น อาจสิ้นเปลือง ค่าใช้จ่าย แต่เมื่องานสำเร็จออกมา จะดูสวยงาม และสะดุดเสมอ เราสามารถสร้าง สรรบรรยากาศภายในห้องออกมา ในรูปแบบ ของศิลปะยุคต่างๆ ตั้งแต่สมัยเก่า จนถึงยุค ของโพสต์โมเดิร์น ทั้งนี้ขึ้นกับรสนิยม และความกว้างใหญ่ ของห้องเป็นเกณฑ์ด้วย
เฟอร์นิเจอร์ลอยตัว ขนาดเล็กที่ง่าย ต่อการโยกย้าย และจัดใหม่ พร้อมด้วยโซฟาขนาดใหญ่ อีกหนึ่ง หรือสองตัว ก็เป็นสิ่งที่เพียงพอสำหรับการตำแต่ง ไม่ควรใส่เฟอร์นิเจอร์เข้าไป อย่างมากมายเกินพอดี จะทำให้ห้องรกรุงรัง อีกทั้งเป็นการกีดขวางทาง หาโต๊ะ ที่ออกแบบ อย่างสวยงาม ซึ่งทำด้วยวัสดุพลาสติก ลามิเนท แก้ว หรือไม้ นำมาลองตกแต่งดู ในห้องเล็กๆ เราควรจัดข้าวของต่างๆ เช่นหนังสือโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ เครื่องประดับตกแต่ง หรือแม้แต่การ จัดแสงสว่าง ต้องจัดให้มีระเบียบเรียบร้อย และให้ดู เหมือนการตกแต่งมิใช่วางเรียงกันไว้เฉยๆ เช่น วางเรียงในชั้นวาง หรือวางบนตู้ ซึ่งวางชิดผนัง ในห้องที่ตกแต่งอย่างไฮเทค หรือวางในตู้โชว์ ที่ด้านหน้าใส่กระจกใส ซึ่งการจัดนี้เราต้องคำนึง ถึงความสวยงามเท่าๆ กับเรื่องความสะดวกของการใช้

ในห้องนั่งเล่นที่มีผนังกว้าง เราอาจจะทำชั้นวางหนังสือให้ยาวตลอด หรือทำชั้นวางของตามรอบๆ ขอบประตูหน้าต่าง เพื่อใช้เนื้อที่ให้เป็นปะโยชน์เต็มที่ และควรจะมีการประดับ ด้วยม่านผ้าที่เผยให้เห็น รูปร่างหน้าต่างและคิ้ว ซึ่งจะทำ หน้าต่างดูสมบูรณ์ หรือถ้าเราต้องการจะติดผ้าม่านให้ปกปิดวิวภายนอก ที่ไม่สวยงาม แต่ต้องการ ให้มีแสงสว่าง ลอดเข้ามาก็ให้ใช้ผ้าม่านแบบโปร่งใสเพื่อที่ จะปิดไว้ได้ตลอดเวลา เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยง ไม่ให้เห็นฝุ่นละอองที่จับตามข้างฝาได้งาย การบุผนังก็ควรใช้วอลล์เปเปอร์ ลายดอกไม้สีซีดๆ เพราะนอกจากจะได้ประโยชน์ดังข้างต้นแล้ว ยังได้บรรยากาศห้อง ที่คลาสสิก และง่ายต่อ การตกแต่ง อีกด้วย หรือถ้าในบุคคลที่ ชอบความท้าทาย รุนแรง อาจจะให้พลาสติกลามิเนท แผ่นพลาสติก หรือทาผนังด้วยสีน้ำมัน ที่เป็นเงาที่สามารถเช็ดได้ หรือติดกระจกแก้ว หรือกระเบื้องก็ได้
การปูพื้นจะใช้วัสดุชนิดไหน อาทิ พรม ไม้ หรือ ปาร์เก้ ก็ควรปูให้ตลอดห้อง เพื่อให้ความสะดวกสบาย อย่างเต็มที่ไม้ประดับควรจะใช้ต้น ที่มีขนาดใหญ่สวยงาม แทนที่จะตกแต่งด้วยกระถางเล็กๆ เพื่อให้บรรยากาศในห้อง ใกล้ชิดและอบอุ่นขึ้น การเลือกรูปภาพ และสิ่งประดับอื่นๆ ก็ควรจะเลือกให้มีลักษณะสอดคล้อง กับรูปแบบ ที่ใช้ในการแต่งห้อง และเนื่องจาก อาคารส่วนใหญ่ ที่อยู่ในเมือง มักจะต้องใช้แสงสว่าง จากไฟฟ้าในเวลากลางวัน ดังนั้นจึงควรเลือกโคมไฟ ที่ใช้อย่างพิถีพิถันที่ดูน่าสนใจ และอาจจะใช้หลายๆ แบบในห้องเดียวกันได้ แต่ก็ควรให้มีลักษณะ กลมกลืนกัน

 

บ้านที่อยู่นอกเมือง มักมีห้องที่กว้างขวาง พอที่จะจัดตกแต่ง ให้มีความรู้สึกโปร่งโล่ง และผ่อนคลาย ได้มากกว่า โต๊ะขนาดใหญ่ เก้าอี้แบบโซฟา ที่นุ่มสบาย ขนาดใหญ่ ชั้นวางของที่กว้างขวาง เราสามารถ ลำเลียงเข้ามาใช้ได้ โต๊ะติดผนังที่มีขนาดยาว เพื่อใช้เป็นที่วางรูปของครอบครัว ไม้แกะสลัก รูปปั้น ดินเผา แบบเคลือบด้าน หรือไม่เคลือบ และอื่นๆ ถ้าจะตั้งโต๊ะอาหาร ในห้องนั่งเล่น ควรจะตั้งโต๊ะ อาหารขนาดใหญ่ ที่สามารถรองรับ กลุ่มคนได้มาก และหลีกเลี่ยง การใช้วัสดุพวกโลหะ หรือพลาสติกต่างๆ เพื่อให้รับกับบรรยากาศนอกเมือง ควรจะใช้ไมใน การตกแต่ง ให้มากที่สุด วัสดุที่มาจากธรรมชาติ ทุกชนิด เหมาะสำหรับการตกแต่งประเภทนี้ เช่น กระเบื้องหินกาบ หินปูพื้นและอิฐ ถึงแม้ราคาจะแพง แต่ก็ดูสวยงาม เข้าบรรยากาศ และใช้ได้นาน จะใช้พรมทอมือ ที่มีลวดลายคลาสสิก หรือใช้เสื่อที่ทอ ด้วยกกสานด้วยใบเตย วัสดุธรรมชาติอื่นก็ได้ ในการปูพื้น ซึ่งหาได้ง่ายในท้องถิ่นและราคาไม่แพง

 

ผ้าม่านควรใช้ผ้าฝ้าย หรือมู่ลี่ไม้ไผ่ ถ้าเป็นผ้าควรมีลวดลายเรียบๆ แขวนอยู่บนราวไม้ ไม่ควรแต่งลวดลาย ด้วยการปักช่อดอกไม้ อย่างวิจิตร ไม่ติดพู่ระย้า และชายครุยแต่อย่างใด เพราะการประดับประดาเช่นนั้น จะให้ความรู้สึกหรูหราและมีแบบแผนเกินไป ผนังอาจจะสร้างมาจาก อิฐสะอาดๆ ไม่ฉาบปูน หรือสร้างจากหิน ซึ่งอาจจะเสริมบรรยากาศ การตกแต่ง ด้วยการสเตซิลสีอ่อนๆ หรือทาสีแล้วขัดลายออก ให้เห็นเนื้อไม้ธรรมชาติ หรือในกรณีที่มีเด็กเล็กๆ เพื่อเป็นการป้องกัน มิให้เปื้อนง่าย ก็สามารถติด วอลล์เปเปอร์สีอ่อนๆ ที่สามารถเช็ดถูทำความสะอาดได้
แสงไฟไม่ควรให้แสงที่สว่างเจิดจ้า ควรให้มี จุดกำเนิดแสงเป็นจุดๆ เน้นในจุดที่ใช้งาน และอาจเพิ่ม บรรยากาศด้วยการใช้เทียนสวยๆ หรือตะเกียงน้ำมัน แต่ทั้งนี้จะต้องระมัดระวัง อุบัติเหตุจากเพลิงไหม้ด้วย การประดับประดา ควรใช้แจกันขนาดใหญ่ ปักด้วยดอกไม้ หรือดอกไม้ใบไม้แห้งช่อใหญ่ ที่จัดไว้ในภาชนะ ที่หาได้ในท้องถิ่น หรือนำช่อดอกไม้ ใบไม้แห้ง มาเข้าช่อและติดผนัง หรือต้นเสาก็ได้ ภาพที่ใช้ประดับผนัง ควรเป็นภาพจากธรรมชาติ เช่น ดอกไม้ ทิวทัศน์ในชนบท หรือภาพถ่าย ของสมาชิก ในครอบครัว สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงก็คือ ไม่ควรนำภาพ สมัยใหม่ ในรูปแบบของนามธรรม หรือรูป ของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่เข้าไปแขวน เพราะจะให้ความรู้สึก ที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง

รูปแบบในการตกแต่ง

ที่เก็บของ ตู้หรือชั้นเก็บของทำให้ห้องนั่งเล่น สามารถบรรจุอุปกรณ์ และสิ่งของต่างๆ ไว้ได้อย่างมากมาย ทำให้สะดวกและ เป็นระเบียบ เรียบร้อย ที่เก็บของนี้ สามารถขยาย หรือต่อเติมได้ตามกำลังทรัพย์ และความจำเป็นซึ่งมีขายตามท้องตลาด หรือสั่งทำได้ ตามร้านรับสั่งทำทั่วไป ห้องนั่งเล่น คือห้องพักผ่อน ไม่ว่าเราจะตกแต่งห้อง ในรูปแบบและศิลปะแบบใด ไม่ว่าเราจะอยู่ ในเมืองใหญ่ หรือชนบท ห้องรับแขก/นั่งเล่นจัดขึ้น เพื่อจุดประสงค์อย่างเดียวกัน คือ เป็นที่สำหรับ การพักผ่อน เราจึงควรตกแต่ง ให้ดูดีและสบาย ถ้ารู้ตัวว่าเป็นคนที่ไม่รักษา ข้าวของ ก็ไม่ควรใช้เฟอร์นิเจอร์ที่บอบบาง และสามารถถอด สิ่งต่างๆ อาทิ ม่าน พรม ที่หุ้มเบาะต่างๆซักได้ง่าย

ในการตกแต่งห้องควรคำนึงถึง การดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น อย่าขัดพื้นจนมันวาว ถ้าภายในบ้าน มีคนสูงอายุ และเป็น โรคไขข้ออักเสบ และคงไม่มีประโยชน์อันใด ถ้าเราปลูกต้นไม้ไว้ในบ้าน แต่กลับไม่มีเวลาอยู่บ้าน เพื่อชื่นชมหรือ ดูแล
ตรวจดูการติดตั้ง หลอดไฟ ว่าอยู่ในระดับที่ส่องจ้า เข้าตาจนเกินไปหรือไม่ และควรจะมีแสงไฟ สำหรับการอ่านหนังสือ เย็บผ้า เล่นเปียโน และอื่นๆ เพื่อป้องกันสายตาเสีย หรืออาจปล่อยแสงแดด เข้ามาในห้อง วางเก้าอี้ โต๊ะเขียนหนังสือ หรือเปียโน โดยหันหลังให้หน้าต่าง เพื่อให้แสงส่องข้ามไหล่เข้ามา สีเข้มเป็นสี ที่เหมาะกับห้องที่ไม่ใช้บ่อยนัก สีอ่อนๆ หรือสีเทาอ่อน ผ้าพิมพ์ดอกสีจางผืนใหญ่ และผ้าม่านสีจางเรียบ จะทำให้เกิดความรู้สึกที่ผ่อนคลาย ได้มากกว่า ไม่ตกแต่งห้องจนรกเกินไป การตกแต่ง ด้วยเฟอร์นิเจอร์เพียงแต่น้อย และนั่งสบาย ประดับประดาด้วยเครื่องประดับอื่นๆ เช่น แจกัน กระถาง และของที่ระลึกต่างๆ จะทำให้ห้องเป็นห้อง ที่สบายและผ่อนคลายได้มากที่สุด

การติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้า

อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ในห้องนั่งเล่น นอกจากโคมไฟต่างๆ แล้ว ยังมีอุปกรณ์สำหรับสันทนาการเช่น เครื่องเสียง และโทรทัศน์ และในปัจจุบัน ยังเพิ่มเติมด้วย เครื่องเล่น-บันทึกวีดีโอ วีดีโอเกมส์ และคอมพิวเตอร์ ที่ได้รับการพัฒนา เพื่อนำเข้ามาใช้ภายในบ้าน การติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้า มีความสำคัญและมีผลกระทบ ต่อการตกแต่งส่วนอื่นๆ ของห้องเช่นกัน ฉะนั้นจึงต้องมีการวางแผนผังระบบไฟฟ้า และเตรียมติดเต้าเสียบไฟฟ้า ในตำแหน่ง และจำนวนที่ต้องการให้เพียงพอ บ้านที่กว้างขวางมีห้องหลายห้อง สามารถแยกห้องฟังเพลง ออกจากห้องนั่งเล่นได้ โดยต้องคำนึง ความกว้าง-ยาวและสูง ของห้องให้อยู่ใน ระยะที่ไม่ทำให้เกิดเสียงสะท้อน

การแยกห้องออกมาต่างหากยังสามารถเป็น วัสดุป้องกันการสะท้อน ของเสียงที่ผนังได้อีกด้วย เมื่อประกับเครื่องเสียง และลำโพง ที่มีคุณภาพแล้วละก็ ทำให้ห้องฟังเพลงที่สมบูรณ์แบบเลยทีเดียวโทรทัศน์สีดำ และเทานั้น เหมาะกับติดตั้ง ภายในบ้าน มากกว่าสีอื่น และควรให้อยู่ในตำแหน่ง ที่กลมกลืน กับชั้นวางของ หรือเฟอร์นิเจอร์อื่น ไม่ควรที่จะจัดตั้ง ให้อยู่บนตู้ หรือโต๊ะที่ทำขึ้นมา ให้โดดเด่นต่าง จากส่วนอื่นๆ อย่างชัดเจน เพราะทำให้รู้สึกเหมือนว่า เป็นแท่นบูชา ประจำบ้านไป สำหรับบ้านที่มีเนื้อที่จำกัด การติดตั้งโทรทัศน์ และเครื่องเสียง ไว้ภายในห้องเดียวกัน เป็นเรื่องที่จำเป็น ซึ่งอาจจะช่วย ให้คล่องตัวได้ด้วย การวางโทรทัศน์ไว้บนโต๊ะหมุน ที่ปรับทิศทางไดิเป็นพิเศษ เพื่อหมุนย้านทิศทาง ตามการเคลื่อนย้ายของตนได้ เช่น จากโต๊ะอาหาร ไปนั่งพักผ่อนที่เก้าอี้และโซฟานั่งเล่น

เครื่องเรือนในห้องรับแขกประกอบด้วย

  • เก้าอี้ยาว ขนาด 0.50 x 1.50 เมตร ความสูง 0.38-0.40 เมตร เป็นเก้าอี้มีพนักและเท้าแขนนั่งได้ 2-3 คน
  • เก้าอี้เดี่ยว ขนาด 0.50 x 0.50 เมตร ความสูง 0.38-0.40เมตร นิยมแบบมีพนักและเท้าแขนเช่นเดียวกับเก้าอี้ยาว แต่นั่งได้คนเดียว
  • โต๊ะกลาง ขนาด 0.60-0.65 x 0.80 เมตร สูง 0.40 เมตร ใช้สำหรับวางแจกัน หนังสือพิมพ์ ฯลฯ
  • โต๊ะเล็ก ขนาด 0.40 x 0.40 เมตร สูง 0.40 เมตร ใช้วางแก้วน้ำ ที่เขี่ยบุหรี่ หรือโคมไฟเฉพาะแห่ง

นอกจากนี้ ยังมีสิ่งตกแต่งอื่น เช่น ตู้โชว์ โคมไฟ แจกกันดอกไม้ ต้นไม้ พัดลม ฯลฯ โดยขึ้นกับ ความจำเป็นของแต่ละบ้าน เพราะห้องรับแขก อาจใช้เป็นห้องพักผ่อนของคน ในบ้านด้วยก็ได้

การจัด

การจัดห้องรับแขกโดยทั่วไปจัดได้ 2 แบบ คือ

  1. แบบนั่งบนพื้น โดยปูเสื่อหรือพรม มีเบาะนั่งหลาย ๆ ใบและหมอนสามเหลี่ยมหรือหมอนอิงเพื่อให้นั่งสบายขึ้น และมีโต๊ะไว้สำหรับวางของ
  2. แบบนั่งเก้าอี้ มีการจัดหลายวิธีดังนี้
    ก. จัดเก้าอี้ยาวและเก้าอี้เดี่ยวเป็นวงรอบ มีโต๊ะรับแขกอยู่ตรงกลาง
    ข. จัดเก้าอี้ยาวไว้ตรงกลางมีเก้าอี้เดี่ยววางขนาบทั้งสองข้างและให้โต๊ะรับแขกตั้งอยู่หน้าเก้าอี้ยาว
    ค. จัดเข้ามุมเหมาะกับห้องขนาดเล็กวางเก้าอี้ยาวสองตัวตั้งฉากกัน หรือวางเก้าอี้ยาวหนึ่งตัวตั้งฉากกับเก้าอี้เดี่ยวสองตัว ตั้งโต๊ะรับแขกหน้าเก้าอี้ยาว
    ง.จัดเป็นสี่เหลี่ยมวางเก้าอี้ยาวหนึ่งตัวหันหน้าเข้าหาเก้าอี้เดี่ยวสองตัว ทำมุมฉากกับหน้าต่างหรือเครื่องเรือนอื่น เช่น ตู้โชว์ ตู้หนังสือเป็นต้น

ในยุคก่อน วัสดุส่วนใหญ่ที่ใช้ทำเครื่องเรือนมักทำด้วยไม้เนื้อดี เช่น ไม้สักที่เน้นให้เห็นลายไม้ที่สวยงาม เครื่องหวายเป็นต้น แต่ในปัจจุบัน เครื่องเรือนที่เป็นหนัง มีบทบาทมากขึ้น และเหมาะกับห้องที่ติดตั้ง เครื่องปรับอากาศ นอกจากการ คำนึงถึง สีของผนังห้อง และ เครื่องเรือนแล้ว ถ้ามีการปูพรม และ ติดผ้าม่าน ก็จำเป็นต้องเลือก พิจารณาให้กลมกลืนกันด้วย

สำหรับบ้านที่มีเนื้อที่ค่อนข้างมาก มักนิยมแยก ห้องพักผ่อนออกจาก ห้องรับแขก ห้องพักผ่อน มีไว้สำหรับการพักผ่อนรวมกันของทุก ๆ คนในครอบครัว อาจเป็นช่วงวันหยุด เพื่อทุกคนในบ้านจะได้ใช้เป็นที่สนทนา ดูโทรทัศน์ ฟังเพลง หรือเล่นเกมด้วยกัน อาจใช้ตอนรับแขกที่สนิทสนม เป็นพิเศษได้ด้วย กรณีอยู่คนเดียว ห้องพักผ่อนก็ยังเป็น ห้องพักผ่อนส่วนตัว ซึ่งเป็นคนละส่วนกับ การพักผ่อน ในห้องนอน โต๊ะเล่นเกม ขนาด 0.60 x 0.60 เมตร สูง 0.50-0.75 เมตร
นอกจากนี้ อาจมีโต๊ะทำงาน หรือ อ่านหนังสือ มุมสำหรับแม่บ้านทำงานเย็บปักถักร้อย เก้าอี้น้ำหนักเบา หรือ เก้าอี้นั่งครึ่งนอน เพื่อพักผ่อนสบาย ๆ
การจัด หากในห้องพักผ่อน มีกิจกรรมหลาย ๆ อย่างก็ควรแยกเป็นมุม เช่นการพูดคุย และการเพลิดเพลิน กับ สิ่งบันเทิง จะอยู่ใกล้กัน เพราะไม่ต้องใช้แสงสว่างมาก ส่วนการอ่านหนังสือ การทำงาน การเล่นเกม จะอยู่ด้านเดียวกัน โดยมีแสงสว่างเฉพาะที่บริเวณนั้น ๆ ที่สำคัญคือห้องต้องไม่มีเครื่องเรือนและอุปกรณ์ต่าง ๆ มากจนคับแคบ เกินไป จุดสำคัญของห้องนี้ ไม่ได้อยู่ที่ การจัดเครื่องเรือน ให้เข้าชุดกัน แต่อยู่ที่การแบ่งเนื้อที่ให้เกิด ประโยชน์ใช้สอย และ สะดวกสบาย ออกแบบบริเวณบ้าน

 

 

การจัดวางฮวงจุ้ยห้องนอน ห้องนอนเป็นบริเวณที่เราใช้เวลาอยู่มากที่สุดในบ้าน

การจัดวางฮวงจุ้ยห้องนอน
การจัดวางฮวงจุ้ยห้องนอน
การจัดวางฮวงจุ้ยห้องนอน

การจัดวางฮวงจุ้ยห้องนอน ห้องนอนเป็นบริเวณที่เราใช้เวลาอยู่มากที่สุดในบ้าน ห้องนอนใหญ่ควรอยู่ห่างไกลประตูทางเข้าหลัก โดยเฉพาะ ถ้าสามารถจัดวาง ให้อยู่คนละมุมกับทางเข้าหลักจะดีมาก จะทำให้ห้องนอนใหญ่อยู่ห่างไกลจากสิ่งรบกวนตำแหน่งของเตียง เตียงนอนควรจะอยู่ในตำแหน่งที่ผู้พักผ่อนสามารถมองเห็น ผู้ที่เข้ามาในห้องได้อย่างสะดวก ตามหลักแล้วตำแหน่งของเตียง ควรอยู่บริเวณมุมตรงข้ามกับประตูทางเข้าห้องนอน ปลายเตียงไม่ควรชี้ตรงไปยังประตู ซึ่งจะเป็นลักษณะของการจัดวางหลุมศพของชาวจีนในโกดังเก็บศพ เปรียบเสมือนตำแหน่งของความตาย

เตียงนอนไม่ควรวางอยู่ใต้คานเปลือย ซึ่งจะส่งผลให้ผู้พักผ่อนเกิดอาการเจ็บป่วยได้ โดยเฉพาะ อวัยวะที่อยู่ใต้คานนั้น ตัวอย่างเช่น คานเปลือยที่วิ่งผ่านเตียงตรงหน้าอกของผู้พักผ่อนนั้น ผู้พักผ่อนมักจะมีอาการแน่นหน้าอกในขณะนอนหลับ เป็นต้น หัวเตียงควรจะติดผนัง แต่ไม่ควรวางเตียงติดผนังเกินสองด้าน ในกรณีที่ตั้งเตียงลอยๆ โดยไม่สัมผัสกับผนังใดๆ เลย จะส่งผลให้ผู้พักผ่อนรู้สึกไม่มั่นคง และต้องคอยระวังไม่ควรหันปลายเตียงให้ตรงกระจกเงา กระจกเงาที่ปลายเตียง จะสะท้อนพลังเข้าสู่ผู้พักผ่อน ส่งผลให้การพักผ่อนถูกรบกวนได้ อย่างไรก็ตาม การใช้ประโยชน์จากกระจกเงาในห้องนอนมีมากมาย เราสามารถวางตำแหน่งกระจกเงาให้สามารถมองเห็นผู้ที่เข้ามาในห้องจากบนเตียงได้ตำแหน่งของเตียงนอนควรเอื้อให้ผู้พักผ่อน สามารถเห็นทิวทัศน์ภายนอกได้ แต่ต้องระวังการเปิดรับพลังชี่ (Shar หรือ ชี่ที่เลวร้าย) เข้ามาทางหน้าต่างด้วย การใช้ผ้าม่านช่วยในการปรับแสงและป้องกันมุมมองที่ไม่ดีจากภายนอกนับเป็นสิ่งที่ช่วยได้มากเตียงนอนไม่ควรวางข้างตู้ขนาดใหญ่ เนื่องจากจะส่งผลรบกวนต่อผู้พักผ่อนเหมือนมีคนเฝ้ามองเราอยู่ อย่างไรก็ตาม เตียงนอนควรจะอยู่ในตำแหน่งของสุขภาพหรืออายุยืนยาวซึ่งเชื่อกันว่าเป็นตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดใครที่อยากหลับฝันดีลองนำหลักการเหล่านี้ไปจัดห้องนอนของตัวเองก็ดี อย่างน้อยก็จะได้ปรับเปลี่ยนห้องนอนในสไตล์ใหม่ที่ไม่จำเจบ้าง

ข้อพึงรู้สำหรับห้องนอน

1. วางตำแหน่งของเตียงอย่างระมัดระวัง เพื่อว่าคุณจะได้ไม่นอนในแนวเดียวกับประตู คุณควรจะนอนอยู่ไกลทะแยงออกไปทางด้านขวา เมื่อเปิดประตูเข้ามา เตียงควรจะมองมายังประตูห้องนอนได้อย่างชัดเจน และควรจะอยู่ชิดผนังมากกว่าที่จะเป็นที่โล่งหรือหน้าต่าง
2. หลีกเลี่ยงตำแหน่งเตียงที่อยู่ใต้คาน หรือตู้ติดผนังที่ยื่นออกมาจากกำแพง
3. ควรจะมีหัวเตียงสำหรับเตียง อาจจะเป็นหัวเตียงที่ทำจากไม้กลึงมนหรือบุผ้าก็ได้
4. ถ้าเตียงของคุณหันหลังให้ประตูเข้า วางกระจกเงาไว้ที่ผนังฝั่งตรงข้าม เพื่อที่ว่าจะได้เห็นถึงผู้ที่กำลังเข้ามาในห้อง
5. ควรจะมีกระจกเพียงบานเดียวในห้องนอน กระจกรูปทรงกลมจะเหมาะสมที่สุด เนื่องจากเป็นสัญลักษณ์ของการรวมตัวเข้าหากันของพลัง
6. หลีกเลี่ยงเตียงที่มีโครงสร้างเป็นเหล็ก เหล็กจะสะท้อนคลื่นแม่เหล็กที่ส่งมาจากเครื่องไฟฟ้าต่างๆ
7. เลือกใช้ผ้าที่ทำจากวัสดุธรรมชาติสำหรับอุปกรณ์ในห้องนอนทุกชิ้นของคุณ
8. อย่าวางสิ่งใดๆที่เกี่ยวกับงานไว้ในห้องนอน หนังสือหัวเตียงควรจำกัดไว้เพียงหนึ่งถึงสองเล่ม
9. หลีกเลี่ยงการใช้ไฟจำพวกสปอตไลท์ (Spot Light) หรือไฟตรงตำแหน่งเหนือศรีษะ ตรงบริเวณหัวเตียง การให้แสงสว่างควรเป็นแสงที่นุ่มนวลกระจายมาจากดวงไฟต่างๆทั่วห้อง

 

หลักฮวงจุ้ยของห้องนอน

ฮวงจุ้ย เป็นการพยากรณ์ที่เป็นทั้งศาสตร์ และศิลป์ มีกำเนิด มาจาก จีนโบราณกว่า 3,000 ปี มาแล้ว มีการศึกษา และพัฒนา กันมาเรื่อยๆ เป็นความรู้ เกี่ยวกับ การจัด หรือการวาง สิ่งต่างๆ ให้อยู่ใน ตำแหน่ง หรือทิศทาง ที่ถูกต้องเหมาะสม เพื่อควบคุม พลังชีวิต (จีนเรียกว่า ชี่ ) ที่กำหนด คุณ ประโยชน์ ให้กับ ชีวิตมนุษย์

เป้าหมาย ในการ ปฏิบัติของ ฮวงจุ้ย ก็คือ ให้ได้มาซึ่ง ความ มีโชค ความมีสุขภาพ ความรุ่งเรือง และความสุข ของผู้ที่ ปฏิบัติตาม ศิลปะแห่งธรรมชาติ โดยประมวล มาจาก ศาสตร์ทุกด้าน ทั้งนิเวศน์วิทยา ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ จิตวิทยา รัฐศาสตร์การเมือง การจัดการ เป็นต้น แต่เนื่องด้วย ตำราฮวงจุ้ย บ่งบอก แต่ ข้อกำหนด

 

ฮวงจุ้ยของเตียง

– ฮวงจุ้ยของเตียงทิศเหนือ – ช่วยในการ พัฒนา การรู้ โดยสัญชาติญาณ

– ฮวงจุ้ยของเตียงทิศตะวันออกเฉียงเหนือ – ช่วยในการ ทำงาน ที่สสัมพันธ์กันกับ การค้นคว้า ทดลอง

– ฮวงจุ้ยของเตียงทิศตะวันออก – จะนอนหลับ ด้วยความสงบ สันต

– ฮวงจุ้ยของเตียงทิศตะวันออกเฉียงใต้ – จะมีความ พากเพียร พยายาม ในการทำงาน

– ฮวงจุ้ยของเตียงทิศใต้ – จะมีชื่อเสียง เกียรติยศดี

– ฮวงจุ้ยของเตียงทิศตะวันตกเฉียงใต้ – ช่วยในเรื่องที่เกี่ยวกับ ความรัก

– ฮวงจุ้ยของเตียงทิศตะวันตก – จะมีลูกที่ด

– ฮวงจุ้ยของเตียงทิศตะวันตกเฉียงเหนือ – จะมีเพื่อนมากมาย

 

การจัดวาง ตำแหน่งของเตียง

  1. ไม่ควรตั้งเตียงเอาไว้ใต้ขื่อ
  2. ไม่ควรตั้งเตียง หันไปทางประตูห้องนอน
  3. ไม่ควรมีที่เปิดได้ อยู่เหนือเตียง
  4. ไม่ควรหันเตียง เข้าหากระจก
  5. ไม่ควรตั้งเตียง ให้อยู่ในระหว่างเสา 2 ต้น
  6. ไม่ควรหันเตียง ไปทางประตูส้วม
  7. ไม่ควรตั้งเตียง หันเข้าหามุมห้อง
  8. ไม่ควรหันเตียง เข้าหาหน้าต่าง ที่มองเห็น แท็งค์น้ำ หรือปล่องไฟ
  9. เตาไฟ อ่างน้ำ หรือโถส้วม ไปตั้งอยู่หลังฝาผนัง ตรงหัวเตียง ไม่เป็นมงคล
  10. หัวเตียง ต้องตั้งชิดฝาผนัง ไม่ควรหันหัวเตียง ไปตรงกับประตู หรือหน้าต่าง
  11. ไม่ควรวาง หรือแขวนอะไรไว้ เหนือหัวเตียง
  12. ไม่แนะนำให้ใช้ เตียงที่มีรูปลักษณะกลม
  13. หน้าเตียง และประตูห้องนอน ไม่ควรขนานกัน หรืออยู่ในแนวเส้น เดียวกัน
  14. ไม่ควรโยกย้ายเตียง เมื่อภรรยาตั้งครรภ์
  15. ไม่ควรมี ห้องน้ำ ห้องส้วม ตั้งอยู่ชั้นบน เหนือตำแหน่งเตียง

ตำแหน่งเตียง ฮวงจุ้ยห้องนอนของผู้สูงอายุ และเด็กๆ

  1. ห้องนอนของผู้สูงอายุ ควรอยู่ด้าน ทิศใต้ หรือตะวันตก
  2. ห้องนอนผู้สูงอายุ ไม่ควรให้มืด ควรมีหน้าต่าง
  3. ห้องนอนเด็กๆ ไม่ควรอยู่หลังห้องครัว ไม่เป็นมงคล และไม่ควรมี หน้าต่างทางทิศ ตะวันออกเฉียงใต้
  4. ตำแหน่งเตียงหลีกเลี่ยง ห้องที่มีหลายๆ ด้าน ห้องนอน ที่มีลักษณะ เป็น สี่เหลี่ยมมุมฉาก หรือสี่เหลี่ยมจตุรัส
  5. ไม่ควรเอาวัตถุแหลม หรือมีคม เช่น ดาบ ไปโชว์ใน ห้องนอนเด็ก
  6. ไม่ควรเอา สัตว์สตัฟฟ์ ไว้ในห้องเด็ก
  7. ตำแหน่งของห้องนอนเด็กๆ ควรเข้ากันได้กับ วันเกิด ของพวกเขา
  8. ไม่แนะนำให้ ตั้งห้องนอนเด็ก ไว้กลางบ้าน
  9. สีของห้องเด็กๆ ควรเข้ากันได้กับ ธาตุของเด็กๆ ด้วย
  10. สีพรมในห้องเด็ก ไม่ควรขัดกับ ธาตุของเด็กๆ และ ไม่ขัดกับ ธาตุที่ตั้งห้อง
  11. แนะนำให้ติด เครื่องรางของขลัง ไว้ในห้องเด็ก และห้องผู้สูงอายุ เพื่อป้องกัน สุขภาพ ให้พวกเขา
  12. ในกรณีที่มีคน 2 คนหรือมากกว่า อยู่ในห้องเดียวกัน ควรแยกเตียง หรือวาง “เทพเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์” ไว้ใต้เตียง ในกรณีที่ นอนเตียงเดียวกัน

 

ประตูห้องนอนเจ้าบ้าน

  1. ประตูไม่ควรหันเข้าหากระจก
  2. ไม่ควรหันไปหามุมห้อง
  3. ไม่ควรหันไปหาประตูห้องอื่น
  4. ไม่ควรหันไปทางประตูห้องส้วม ไม่เป็นมงคล
  5. ไม่ควรเปิดออกไปสู่ด้านของมังกร
  6. ไม่ควรหันไปสู่บันได
  7. ไม่ควรหันไปสู่ทางเดิน

 

โต๊ะเครื่องแป้ง

  1. ไม่ควรหันหน้าไปยังประตูห้องนอนของคุณ
  2. ไม่ควรตั้งอยู่ที่ปลายเตียงทั้งสองด้าน
  3. ไม่ควรตั้งเอาไว้ใต้ขื่อหรือติดกับเสา ออกแบบภายใน
  4. ไม่ควรหันไปสู่ห้องน้ำหรือห้องส้วม
  5. ไม่ควรหันหน้าไปหากระจกบานอื่น

คุณลักษณะของบ้านที่ดีองค์ประกอบที่มีผลต่อคุณภาพของบ้าน

คุณลักษณะของบ้านที่ดี
คุณลักษณะของบ้านที่ดี
คุณลักษณะของบ้านที่ดี

คุณลักษณะของบ้านที่ดี องค์ประกอบที่มีผลต่อคุณภาพของบ้าน และปัจจัยในการสร้างสภาวะน่าสบาย และการประหยัดพลังงานสำหรับบ้าน

คุณลักษณะของบ้านที่ดี

บ้านที่ดีควรจะมีลัษณะอย่างไร? คำถามนี้สำหรับบางคนอาจจะตอบได้อย่างรวดเร็วโดยแทบไม่ต้องคิดเลยว่าบ้านที่ดีควรจะเป็น บ้านที่มี ขนาดใหญ่โต ออกแบบไว้อย่างหรูหรา และมีราคาแพง อันที่จริงคำตอบเช่นนี้ก็คงมีส่วนถูกอยู่บ้างสำหรับบางมุมมองหรือ สำหรับบางคน แต่คงไม่ถูกต้องเสมอไปสำหรับทุกๆ คน เพราะบ้านหลังใหญ่ก็ย่อมจะมีปัญหาด้านการดูแลรักษาเป็นธรรมดา บ้านที่หรู หราเกินไป อาจจะไม่ตรงกับรสนิยมของบางคน ซ้ำร้ายยังอาจเป็นเครื่องล่อตาล่อใจบรรดาโจรขโมยได้เป็นอย่างดี ส่วนบ้านที่มีราคาแพง ก็อาจจะ เกิดจากผู้ขาย หรือผู้รับเหมาต้องการกำไรสูงๆ มากกว่าการที่จะได้บ้านดีสมราคาก็เป็นไปได้เช่นกัน ถ้าเช่นนั้นแล้วบ้านที่ดีควรจะ
เป็นอย่างไร บ้านแบบไหนจึงจะเรียกได้ว่าเป็นบ้านที่ดีสำหรับทุก ๆ คนโดยไม่ขึ้นกับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย เรามาลองพิจารณา ถึงคุณลักษณะของบ้านที่คิดว่าน่าจะเป็นบ้านที่ดีสำหรับทุกๆ คน แล้วลองถามตนเองดูว่าเห็นด้วยกับสิ่งเหล่า นี้หรือไม่ บ้านที่ดีจะต้อง ประกอบด้วย คุณลักษณะพื้นฐานอย่างน้อย 4 ประการ ดังต่อไปนี้

  1. มีความสวยงามเรียบร้อย
  2. มีความมั่นคงแข็งแรง
  3. ให้ประโยชน์ใช้สอยได้ดี
  4. บำรุงรักษาง่าย

จากคุณลักษณะทั้ง 4 ประการดังกล่าว จะเห็นได้ว่าบ้านที่ดีอย่างน้อยควรมีลักษณะที่สอดคล้องกับ ความต้องการพื้นฐานของคน ทั่วๆ ไป กล่าวคือ สามารถให้ความสุข และความสะดวกสบายแก่ผู้อยู่อาศัยโดยมิได้ขึ้นกับ ขนาด ความหรูหราหรือ ราคาเท่านั้น เพราะสิ่ง เหล่านี้ ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะก่อให้เกิดความสุข และความพอใจแก่ผู้อยู่อาศัยได้เสมอไป และการที่คุณลักษณะของบ้านที่ดีทั้ง 4 ประการนี้ จะเกิดขึ้นได้นั้นย่อมต้องเริ่มจากขั้นตอนการปลูกสร้างบ้านอย่างมีคุณภาพแล้วทำอย่างไรจึงจะสามารถสร้างบ้านที่มีคุณภาพเพื่อให้ ได้บ้าน ที่ดีตามคุณลักษณะข้างต้นได้ เรามาลองพิจารณาถึงองค์ประกอบที่สำคัญอันจะส่งผลต่อคุณภาพของบ้านในหัวข้อต่อไป

องค์ประกอบที่มีผลต่อคุณภาพของบ้าน

คุณภาพของบ้านจะต้องเกิดจากองค์ประกอบที่สำคัญ 4 ประการดังนี้

1. การออกแบบ
2. การเลือกใช้วัสดุ
3. ขั้นตอน และกรรมวิธีการปลูกสร้าง
4. ฝีมือช่าง

องค์ประกอบทั้ง 4 ประการนี้มีผลต่อคุณภาพของบ้านอย่างไรจะขออธิบายโดยสังเขปตามลำดับดังต่อไปนี้

การออกแบบ

การออกแบบถือเป็นจุดเริ่มต้น และเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างบ้าน เพราะแบบบ้านจะเป็นสิ่งที่ระบุถึงรูปร่างหน้าตา และขนาด ของบ้าน โครงสร้างตั้งแต่การลงเสาเข็มรวมทั้งการวางเสา และคาน ตลอดจนถึงการกำหนดข้อมูลจำเพาะต่างๆ (specification) และ วัสดุที่จะนำมาใช้ การสร้างบ้านจะต้องยึดถือข้อกำหนด และรายละเอียดต่างๆ ที่ปรากฎในแบบเป็นพื้นฐาน ถ้าการออกแบบไม่ดีหรือการ ให้ข้อกำหนด ในแบบผิดพลาด บ้านที่ออกมาก็จะผิดพลาดตามแบบไปด้วย เช่น การกำหนดเหล็กเส้นผิดขนาด การกำหนดเสาเข็มผิด ขนาด การออกแบบเสา และคานที่ไม่สัมพันธ์กับ การรับน้ำหนัก เป็นต้น ข้อผิดพลาดเหล่านี้อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อตัวบ้านได้ ทั้งใน
ด้านของรูปแบบ โครงสร้าง และความแข็งแรง อีกทั้งการแก้ไขในภายหลังก็อาจกระทำได้ลำบาก จึงควรมีการศึกษาแบบบ้านให้รอบ คอบก่อน การสร้างบ้าน หรืออย่างน้อยก็ควรจะใช้ แบบบ้านของผู้ออกแบบ ที่ผลงานมีมาตรฐาน และได้รับความเชื่อถือใน การสร้างบ้านมาก่อน

การเลือกใช้วัสดุ ออกแบบบริเวณบ้าน

วัสดุที่ใช้ในการสร้างบ้านนับว่ามีความสำคัญต่อตัวบ้านควบคู่กันกับการออกแบบบ้านเลยทีเดียว เพราะในแบบบ้านแต่ละ ฉบับจะมี การระบุถึงวัสดุที่เกี่ยวข้องเกือบทั้งหมดอยู่แล้ว ยกเว้นเพียงวัสดุ ในแง่ของความสวยงามบางอย่างเท่านั้นซึ่ง อาจละไว้ให้เจ้า ของบ้าน ระบุเพิ่มเติมเองในภายหลัง วัสดุที่ใช้จะมีผลต่อคุณภาพของบ้านโดยตรง ดังนั้นการเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพย่อมส่งผลให้บ้าน นั้นมีความ มั่นคงแข็งแรง และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ไม่ต้องซ่อมแซมกับบ่อยๆ ในภายหลัง โดยเฉพาะวัสดุที่ต้องติดตรึงเข้ากับตัวอาคาร หรือเป็นส่วนหนึ่งของตัวอาคาร หรือสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ยากในภายหลัง ควรจะมีการศึกษา และพิจารณากันเป็นพิเศษ ตัวอย่างเช่น การเลือกชนิดของท่อน้ำประปา ท่อร้อยสายไฟ บ้านพับประตู ลูกบิดประตู วัสดุทำหลังคา และฝ้าเพดาน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ ถ้าเจ้าของบ้านมีโอกาสได้ศึกษาหาข้อมูล และมีโอกาสได้เลือกหรือมีส่วนร่วมในการกำหนดก็จะเป็นประโยชน์มาก เพราะจะช่วยให้บ้านที่ ปลูกนั้นให้ประโยชน์ใช้สอยได้เต็มที่ตามความต้องการของผู้อยู่อาศัย อีกทั้งมีอายุการใช้งานที่ยาวนานด้วย

ขั้นตอน และกรรมวิธีการปลูกสร้าง

ขั้นตอน และกรรมวิธีการปลูกสร้างนับเป็นเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งซึ่งหลายคนอาจมองข้ามหรือไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าที่ ควรเพราะคิดว่า ทุกอย่างถ้าทำตามแบบก็น่าจะเพียงพอแล้ว อันที่จริงแม้ว่าบ้านจะออกแบบไว้ดีเพียงใดหรือเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพดี ขนาดไหนก็ตาม ถ้าขั้นตอนหรือกรรมวิธีการปลูกสร้างทำได้ไม่ถูกต้องก็อาจจะก่อให้เกิดผลเสียอย่างรุนแรงต่อบ้านหลังนั้นได้ เช่น การผสมคอนกรีต ไม่ถูกส่วน การเชื่อมรอยต่อของเหล็กโครงหลังคาไม่แน่นหนา การให้พื้นรับน้ำหนักขณะที่คอนกรีตที่ใช้เทพื้นยังแข็งตัว ไม่เต็มที่ การทาสี โดยไม่ทำ ความสะอาดพื้นผิวเสียก่อน ฯลฯ เหล่านี้ล้วนมีผลต่อคุณภาพของบ้านทั้งสิ้นทั้งในแง่ของการใช้งาน และ ความสวยงาม
การป้องกันปัญหาเหล่านี้ไม่ให้เกิดขึ้นเลยนั้นมักกระทำได้ยาก เพราะต้องอาศัยการควบคุมดูแลจากหลายฝ่ายอย่างใกล้ชิด และต่อเนื่อง เป็นระยะเวลายาวนาน นับตั้งแต่เริ่มปลูกบ้านจนกระทั่งแล้วเสร็จ แต่การลดปัญหาดังกล่าวก็อาจทำได้โดยการเลือกผู้รับเหมา
ที่มีความชำนาญงาน และไว้ใจได้ ในขณะเดียวกันเจ้าของบ้านก็ควรศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้บ้าง หรืออย่างน้อยก็ควรจะสละ
เวลาไปตรวจสอบดูแลการปลูกสร้างบ้าน สิ่งเหล่านี้ถึงแม้จะก่อให้เกิดความลำบาก และเสียเวลาบ้างในช่วงแรก แต่ถ้าได้บ้านที่เรียบร้อย
และมีคุณภาพตามที่คาดหวังไว้แล้วผู้อยู่อาศัยก็จะอยู่ได้อย่างมีความสุขไปได้อีกนานเท่านาน

ฝืมือช่าง

บ้านที่ปลูกสร้างได้อย่างสวยงามมีความประณีตเรียบร้อยย่อมจะเป็นที่ตรึงตาตรึงใจแก่ผู้พบเห็นหรือผู้มาเยือน และสร้างความสุข ความภูมิใจใ ห้แก่เจ้าของบ้านหรือผู้อยู่อาศัย การสร้างบ้านแต่ละหลังจำเป็นต้องใช้ความรู้ทั้งทางด้านเทคนิค และศิลปะควบคู่ กันไป หรือกล่าว อีกนัยหนึ่งคือ ต้องมีทั้งศาสตร์ และศิลป์ผสมผสานอยู่ด้วยกัน บ้านที่ขาดประณีตศิลป์ ในการปลูกสร้าง อาทิ การปูกระเบื้อง ที่ไม่ได้แนว หรือเว้นห้องห่างเกินไป การก่อผนังที่ไม่ได้ฉาก หรือผนัง มีลักษณะเป็นคลื่นเป็นลอน การทำร่องประตู หรือหน้าต่างใหญ่เกินไป การติดตั้ง ดวงโคมเอียง หรือไม่ได้แนว เป็นต้น จริงอยู่ถึง แม้ว่าสิ่งเหล่านี้ จะยังคงสามารถ ใช้งานได้ แต่บ้านที่ได้ก็ ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็น บ้านที่สมบูรณ์เรียบร้อย ทำให้เจ้าของบ้านหรือผู้อยู่อาศัย อาจจะยังมีความขัดข้องใจแฝงอยู่

การป้องกันปัญหาเหล่านี้เจ้าของบ้านสามารถทำได้โดยการหาโอกาสศึกษาจาก ตัวอย่างบ้านที่ปลูกเสร็จแล้วหลายๆหลังแล้ว นำมา เปรียบเทียบกัน และปรึกษากับผู้รับเหมาถึงรายละเอียดต่างๆในจุดที่ต้องการ เพื่อให้การปลูกสร้างบ้านกระทำอย่างระมัดระวังยิ่ง ขึ้นซึ่งจะช่วยแก้ หรือลดปัญหาเหล่านี้ได้ ถ้าปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้นก่อนแล้วจึงคิดแก้ไขภายหลังก็อาจจะเหลือวิธีแก้ปัญหาเพียงวิธีเดียว เท่านั้นนั่น คือ การทำใจให้ยอมรับสภาพบกพร่องที่เกิดขึ้น

การออกแบบบ้าน นั้นมีตัวแปร สิ่งที่จำเป็นต้องคำนึงถึง และข้อจำกัดต่าง ๆ ที่เป็นหลัก คือ

– ประโยชน์ใช้สอย (Function)
– วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง (Material)
– สภาพแวดล้อมคือภูมิอากาศ และภูมิประเทศ (Environment)

ตัวแปรเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการออกแบบ จะเห็นได้ว่าตัวแปรที่กล่าวข้างต้นต่างเป็นส่วนหนึ่ง ที่นำมาคำนึงถึง เพื่อสร้างสภาวะ ที่เหมาะสมสำหรับผู้อยู่อาศัยภายในบ้านทั้งสิ้น ตัวแปรเหล่านี้สามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสภาวะที่เหมาะสม ทั้งที่สามารถ มองเห็น และสัมผัสได้ทันที คือ ห้องที่เหมาะสมทั้งตำแหน่งที่ตั้ง ขนาด สภาพของภายใน ตลอดจนความสวยงาม ที่เป็นรูปธรรม ส่วนสภาวะที่เหมาะสม ที่ไม่สามารถมองเห็นนั้น เป็นสภาวะที่สัมผัสได้ และมีอิทธิพลต่อพวกเราอย่างมาก คือ สภาวะของ ความเหมาะสม ที่ทำให้ร่างกายรู้สึกสบาย เราไม่สามารถกำหนดหรือบอกได้เป็น อุณหภูมิใดอุณหภูมิหนึ่ง (Temperature) เท่านั้น ยังมีความชื้นสัมพัทธ์ (Relative Humidity) ความเร็วลม (Velocity) และอื่น ๆ ที่มีส่วนสัมพันธ์ในการสร้างสภาวะน่าสบาย (Comfort Zone) ให้เกิดขึ้นได้ เราสามารถสังเกตได้จาก เรือนไทย ไม่ว่าจะเป็นเรือนโบราณ หรือเรือนไทยในปัจจุบัน เรามักจะสัมผัสได้ อย่างชัดเจนว่า เราจะรู้สึกเย็นสบาย ถึงแม้ว่า อุณหภูมิรอบตัว หรือ สภาพแวดล้อมในขณะนั้นจะไม่ได้อยู่ในสภาวะน่าสบายก็ตาม

ลักษณะของวิธีการสร้างสภาวะน่าสบาย (Comfort Zone) มี 2 ประเภทด้วยกันคือ

Passive เป็นวิธีการที่สามารถประหยัดพลังงานมากเพราะใช้ระบบตามธรรมชาติมาเป็นเครื่องสร้างสภาวะน่าสบาย เช่น การวางแนวยาว ของอาคารขวาง กับทิศทางของลม เพื่อให้ลมพาเอาความเย็นเข้ามา หรือพาเอาความร้อนออกไป การใช้ต้นไม้ และร่มเงาไม้ควบคุมทิศทางลม การใช้หลังคาทรงสูงเพื่อลดอุณหภูมิของห้อง และสร้างปรากฏการณ์ เลียนแบบธรรมชาติ เพื่อควบคุม การไหลของลม ลักษณะวิธีการสร้าง สภาวะน่าสบาย แบบนี้จำเป็นต้องใช้หลายวิธีด้วยหลักการบูรณาการ (Integration) เข้ามาร่วม เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

Active เป็นวิธีการที่ง่าย และได้สภาวะน่าสบายที่รวดเร็วที่สุด ในปัจจุบันใช้อย่างแพร่หลาย คือ ระบบการปรับอากาศ (Air condition system) การใช้ระบบที่สร้างขึ้นมาเพื่อปรับสภาพภายในบริเวณที่เราต้องการให้เกิดสภาวะน่าสบายเกิดขึ้น แต่เป็นวิธีการที่ต้องใช้ พลังงานสูง และคนส่วนใหญ่ ยังไม่สามารถใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และมากเกินความจำเป็น

ปัจจัยในการสร้างสภาวะน่าสบาย และการ ประหยัดพลังงานสำหรับบ้าน

การวางตำแหน่ง และทิศทางของบ้าน (Orientation) เป็นปัจจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเร็วลม เราสามารถที่จะวางอาคาร เพื่อขวางกับ ทิศทางของลม เพื่อให้ลมพาเอาอุณหภูมิสูงออกจากตัวบ้านไป โดยทั่วไปแนะนำให้วางอาคารแนวยาวหันไปทางทิศเหนือ-ใต้ เพื่อรับลมมรสุมตามฤดูกาล และลดผนัง ไม่ให้แนวยาวหันไปทางทิศตะวันออก-ทิศตะวันตกที่รับเอาแสงอาทิตย์ โดยตรง (Direct Sun) มากจนเกินไป การวางอาคารไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสมใกล้กับแหล่งน้ำ บ่อน้ำ ต้นไม้ใหญ่ จะสามารถลดอุณหภูมิของลม ก่อนที่จะเข้าสู่ บริเวณบ้าน รวมทั้งใช้ร่มเงา ในการป้องกันความร้อนได้
การปรับสภาพแวดล้อมของบ้าน อาจมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการวางตำแหน่งอาคาร หากเราวางตำแหน่งอาคารอย่างเหมาะสมแล้ว อาจไม่เพียงพอ การปรับสภาพแวดล้อมก็สามารถ กระทำควบคู่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน เราสามารถปลูกต้นไม้ หรือ ขุดบ่อน้ำ เพื่อปรับสภาพแวดล้อม ให้เกิดความเหมาะสมได้เช่นกัน

รูปแบบลักษณะอาคาร เป็นที่น่าสนใจที่ลักษณะเรือนไทยที่เป็นเรือนเล็ก ๆ เชื่อมต่อด้วยระเบียง หรือชานบ้านนั้น เป็นวิธีที่ช่วยให้ ลมสามารถพัดพา เอาความร้อนออกไปได้อย่างดี การยกใต้ถุนสูงเป็นการสร้างพื้นที่ใช้สอยที่มีประสิทธิภาพ และเหมาะสม กับสภาพภูมิ อากาศ ของประเทศ อย่างยิ่ง ลมสามารถพัดพา เอาความร้อน ออกไปสามารถใช้ความเย็น จากพื้นดินอีกทั้ง สามารถป้องกัน น้ำท่วม ได้เป็นอย่างดี การออกแบบบ้านให้มีลักษณะที่โปร่งให้ลมสามารถพัดผ่านไปในส่วนต่าง ๆ ของบ้าน จะสามารถลดการใช้ เครื่องปรับอากาศได้มาก

Bill of Quantities คืออะไร ใช้ทำอะไรบ้าง ไขข้อสงสัยไปกับเรา

Bill of Quantities
Bill of Quantities

Bill of Quantities คืออะไร ใช้ทำอะไรบ้าง ไขข้อสงสัยไปกับเรา เอกสารแสดงราคากลางในการก่อสร้างที่ใช้ในขั้นตอนการหาผู้รับเหมา

ก่อนที่จะทำการก่อสร้าง รายละเอียดด้านในจะเป็นรายการที่แสดงปริมาณงานและราคาวัสดุก่อสร้างที่ถอดมาจากแบบก่อสร้างทั้งหมด  ทั้งจากแบบสถาปัตยกรรม  แบบวิศวกรรมโครงสร้าง และแบบวิศวกรรมงานระบบต่างๆ  ซึ่งจะแยกเป็นหมวดหมู่งานอย่างละเอียด  เช่น  งานเตรียมพื้นที่ งานโครงสร้าง (ฐานราก คาน เสา พื้น และโครงหลังคา) งานมุงหลังคา งานฝ้าเพดาน งานผนัง งานพื้น งานทาสี งานระบบไฟฟ้า งานประปาและสุขาภิบาล เป็นต้น โดยจะแจกแจงเป็นรายการต่างๆ ในแต่ละหมวด  พร้อมทั้งมีการระบุประเภท ขนาด ราคาของวัสดุ ปริมาณหรือพื้นที่ที่ใช้  รวมถึงค่าแรงในแต่ละรายการเอาไว้ด้วย  โดยปกติสถาปนิกจะเป็นผู้จัดทำให้ตามที่ระบุไว้ในสัญญาว่าจ้าง แต่ถ้าหากไม่มีระบุไว้ในสัญญา เราควรจัดหาผู้เชี่ยวชาญให้เป็นผู้จัดทำโดยให้สถาปนิกจะเป็นผู้ช่วยตรวจสอบข้อมูลและความถูกต้องอีกที

ใช้ทำอะไร..?
ใช้ในการประกวดราคาหาผู้รับเหมา  ซึ่งผู้รับเหมาที่เข้าร่วมประกวดราคาจะต้องผ่านเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกในด้านต่างๆ ในขั้นต้นตามที่เรากำหนดไว้แล้ว     BOQ จะเป็นเอกสารสำคัญที่สถาปนิกและเจ้าของโครงการใช้เปรียบเทียบราคาก่อสร้างจากผู้รับเหมาแต่ละรายที่เข้าร่วมการประกวดราคา  โดยผู้รับเหมาจะได้รับ Blank BOQ ซึ่งเป็นเอกสารชุดเดียวกับ BOQ เพียงแต่จะเว้นว่างในช่องราคาค่าวัสดุ ค่าแรง ค่าดำเนินการ กำไร และภาษีไว้ให้กรอก   และเมื่อได้ผู้รับเหมามาสร้างบ้านให้เราแล้ว เอกสารตัวนี้จะเป็นตัวควบคุมและตรวจสอบงบประมาณในการก่อสร้าง  เพราะสามารถเปลี่ยนแปลงปริมาณหรือชนิดวัสดุก่อสร้างที่ระบุเอาไว้ได้  นอกจากนี้หน้าที่สำคัญของ BOQ ยังช่วยคุมการวางแผนซื้อและจัดส่งสินค้าให้ทันตามกำหนดการก่อสร้างอีกด้วย  รับออกแบบบ้าน

 

การเตรียมตัวด้านการเรียน ชีวิตในมหาวิทยาลัยต้องเตรียมตัวยังไง

การเตรียมตัวด้านการเรียน
การเตรียมตัวด้านการเรียน

การเตรียมตัวด้านการเรียน ชีวิตในมหาวิทยาลัยต้องเตรียมตัวยังไง แล้วฝึกงานในสำนักงานสถาปนิก หรือศึกษาต่อเพื่อให้ได้ปริญญา

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นการประยุกต์วิชาการพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับวิชาการด้านศิลปวัฒนธรรม และวิทยาการจัดการ เพื่อให้กระบวนการสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมมีความทันสมัยสอดคล้องกับสังคมยุคใหม่ พร้อมกับสืบสานและพัฒนาศิลปวัฒนธรรมของชาติ ผ่านกระบวนการจัดการที่มีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ได้สภาพแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่มีคุณค่าสำหรับมวลมนุษย์ หลักสูตรนี้ต้องการเตรียมความพร้อมทางวิชาการดังกล่าวแก่ผู้ที่จะพัฒนาตัวเองเป็นสถาปนิกต่อไป โดยมุ่งเน้นให้บัณฑิตเป็นผู้ใฝ่รู้ พร้อมที่จะเรียนรู้ และพัฒนาตนเองด้วยปัญญา คุณธรรมและจริยธรรม มีความคิดที่เชื่อมโยง ตระหนักและมีความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม

1.สาขาวิชาสถาปัตยกรรม ศึกษาการออกแบบสถาปัตยกรรมโดยคำนึงถึงสภาวะแวดล้อมการใช้วัสดุ วิธีการก่อสร้าง และความรู้ทางสาขาวิชาวิศวกรรมที่เกี่ยวข้อง คำนึงสภาพเศรษฐกิจ สังคม และศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนความงาม และความเป็นระเบียบเรียบร้อยทั้งส่วนของโครงการที่ปฏิบัติ และผลกระทบต่อส่วน รวม ทั้งนี้จะเน้นปัจเจกภาพเฉพาะบุคคลเป็นสำคัญ

2.สาขาวิชาสถาปัตยกรรมไทย ศึกษาการออกแบบสถาปัตยกรรมไทย และศึกษาแหล่งที่มาอิทธิพลขององค์ประกอบสถาปัตยกรรมไทยศึกษา และฝึกหัดเขียนลายไทยชนิดต่าง ๆตั้งแต่ง่ายไปจนถึงการบบรจุลายลงบนส่วนประกอบสถาปัตยกรรม ให้ถูกต้องตามหน้าที่ และสามารถออกแบบสถาปัตยกรรมไทยให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นและสังคม ปัจจุบัน

3. สาขาวิชาการปัตยกรรมภายใน เป็นศาสตร์ที่ประสานกันระหว่างงานสถาปัตยกรรม และงานออกแบบภายใน เป็นวิชาชีพทางด้านการออกแบบที่เกี่ยวข้องกับงานสถาปัตยกรรม ซึ่งเน้นการจัดที่ว่างภายในอาคารเพื่อประโยชน์ใช้สอย และความงามโดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมวัสดุ และเทคโนโลยีในการก่อสร้างความรู้ทาง วิศกรรมที่เกี่ยวข้อง การประหยัดพลังงานและทรัพยากร สภาพเศรษฐกิจ สังคม และศิลปวัฒนธรรม เพื่อให้การใช้สอยภายในอาคารเกิดสภาพแวดล้อมที่ดี มีคุณภาพเหมาะสมแก่ผู้ใช้ อาคารทั้งด้านร่างกาย

4. สาขาวิชาการออกแบบอุตสาหกรรม เน้นหนักการออกแบบ 5 สาขา คือ การออกแบบผลิตภัณฑ์ การออกแบบตกแต่งภายใน การออกแบบเลขะนิเทศ การออกแบบเครื่องเคลือบดินเผา และการออกแบบสิ่งทอ โดยจะต้องศึกษาพื้นฐานทั้ง 5 สาขา แล้วเลือกเน้นสาขาที่ตนถนัด และทำวิทยานิพนธ์ในสาขานั้น

5. สาขาวิชาภูมิสถาปัตยกรรม เน้นหนักด้านการปรุงแต่งสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ และธรรมชาติให้มีความสมดุลซึ่ง กันและกัน ศึกษาด้านสุนทรียภาพและการใช้สอยของเมืองและที่อยู่อาศัยของมนุษย์ รวมถึงออกแบบสวนสาธารณะ สวนสัตว์ การอนุรักษ์ธรรมชาติ ป่า ต้นน้ำ ตลอดจนการอนุรักษ์โบราณสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์

(ที่จุฬา) การเรียนในปีที่ 1  ทุกภาคจะเรียนวิชาพื้นฐานร่วมกันก่อน เช่นวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ พื้นฐานการออกแบบ ภาษาอังกฤษ อาจจะมีบางวิชาที่เรียนเฉพาะภาคบ้าง ต่อมาเทอม 2 ของปีแรก ภาคผังเมืองจะแยกไปเรียนวิชาของตัวเองแล้ว (เรียกว่า แยกไปก่อนเพื่อนเลย) ภาคอื่นๆจะได้เริ่มออกแบบบ้านกัน ส่วน สถ.ไทย จะเรียนวิชาการออกแบบของภาคตัวเอง

ปี 2 เทอมแรกภาคที่เหลือจะยังเรียนรวมกันอยู่ ยังคงทำบ้านกัน ส่วนออกแบบอุตสาหกรรมจะเริ่มไปเรียนวิชาภาคกันมากขึ้น มีการปั้นเซรามิคกันสนุกสนาน ต่อมาเทอมหลังเพื่อนๆภูมิสถาปัตยกรรมก็จะไปเรียนวิชาออกแบบของเค้าเอง ออกแบบบริเวณและจัดต้นไม้ สถ.ไทย ก็เรียนของตัวเองอยู่แล้ว ส่วน สถาปัตย์ กับ สถาปัตย์ภายในก็ยังเรียนเหมือนกันอยู่ จะเริ่มทำอาคารสาธารณะเล็กๆ ส่วนออกแบบอุตสาหกรรมก็จะแยกไปเรียนวิชาของภาคเค้าเองอย่างเต็มตัว ทั้งกราฟิค ออกแบบภายใน และสิ่งทอ

ปี3 ภาคสถาปัตย์กะสถาปัตย์ภายในยังเรียนด้วยกันอยู่ แต่สถาปัตย์ภายใน จะเริ่มเรียนวิชาของภาค และจะแยกไปในตอนปี 4 ดังนั้นทุกภาคก็จะเรียนวิชาของตัวเอง ถึงตอนนั้นก็จะมีสกิลมากขึ้น ขยันมากขึ้น รู้อะไรๆมากขึ้น และต้องเตรียมพร้อมเพื่อไปฝีกงานก่อนจะขึ้นปี 5 และในปี 5 ทุกคนก็จะได้ทำทีสิส (วิทยานิพนธ์) คนละชิ้น ซึ่งหากผ่านไปได้ด้วยดี ก็จะเรียนจบรับปริญญามาให้พ่อแม่ได้ชื่นใจ

การปรับตัวเมื่อเข้ามาเรียนในคณะ อย่างที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องขยันขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคณะไหน มหาลัยไหนก็ตาม เพราะอาจารย์ท่านจะถือว่าเราโตแล้ว ควรจะมีความรับผิดชอบต่อตัวเองได้แล้ว อย่างที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันคือ ถ้าเรียนคณะนี้แล้ว ควรจะรับได้กับการอดนอน เพราะงานเราเยอะจริงๆ และต้องรู้จักการแบ่งเวลาให้ดี

การเรียนมหาวิทยาลัยให้ได้ผลดีนั้นจะต้องมีทั้งการเรียนที่ดีและการทำกิจกรรมที่เหมาะสม ถ้าเรียนอย่างเดียว เราอาจขาดทักษะทางการเข้าสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะต้องการแน่นอนเมื่อเราเรียนจบไปและต้องทำงานเลี้ยงครอบครัว แต่หากทำกิจกรรมมากไปจนลืมเรื่องเรียนบางทีเราอาจจะ เรียนไม่จบก็ได้ ส่วนสังคมในคณะ พี่ๆน้องๆก็จะมีการช่วยเหลือกันอบอุ่นน่ารักดี มีกิจกรรมให้เราได้มารวมกันอยู่เสมอ เรียกว่าพลาดไม่ได้เลยซักงานละ กิจกรรมอาจจะต่างกันไปในแต่ละมหาลัย แต่ก็สนุกไม่แพ้กันเลย รับออกแบบบ้าน

สถาปนิกมากไอเดีย ที่คำนึงถึงการใช้งานตามไลฟ์สไตล์ของเจ้าของบ้าน

สถาปนิกมากไอเดีย
สถาปนิกมากไอเดีย

สถาปนิกมากไอเดีย ที่คำนึงถึงการใช้งานตามไลฟ์สไตล์ของเจ้าของบ้าน ทิศทางของแสงแดด ทิศทางลม เพื่อให้บ้านท่านเย็นสบายและสวยงามทันสมัย กว่าไคร

เทคนิคการ ออกแบบบ้าน ให้สวยงาม และเย็นสบายนั้น สำคัญอยู่ที่การเข้าใจตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของสถานที่นั้น การจัดวางตำแหน่งบ้านตามทิศทางของแสงแดด และต้องเข้าใจไลฟ์สไตล์ ชีวิตความเป็นอยู่ของเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี รวมถึงต้องศึกษาพฤติกรรมโดยละเอียดของเจ้าของบ้าน ว่าทำงานอะไร(จะได้ทราบช่วงเวลาที่อยู่บ้าน), มีเพื่อนหรือลูกค้ามาเยี่ยมบ้านบ่อยหรือไม่(จะได้จัดส่วนต้อนรับให้ใหญ่ขึ้นและสะดวกต่อการต้อนรับ), กลับถึงบ้านเมื่อไหร่(ได้รู้ช่วงเวลาที่อยู่บ้าน), มีเด็กๆไหม(จะได้จัดส่วนกิจกรรมเด็กและพื้นที่ๆเหมาะสม ปลอดภัย), มีกิจกรรมร่วมกันระหว่างครอบครัวหรือไม่ ถ้ามีจะเป็นช่วงกี่โมง(เพื่อจัดหาทิศทางที่ไม่โดนแสงแดดในช่วงเวลากลางวัน), ชอบทำกิจกรรมส่วนใดของบ้าน(เพื่อการจัดวางทิศทางของตัวบ้าน) เป็นต้น นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง จริงๆแล้วยังมีรายละเอียดปลีกย่อย ที่ต้องศึกษาพฤติกรรมของเจ้าของบ้านอีกมากมาย เพื่อให้การจัดวางและออกแบบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด แล้วจึงค่อยไปใส่ไอเดียความสวยงามหลังจากขั้นตอนนี้อีกครั้งหนึ่ง

วันนี้จะนำตัวอย่างการจัดวางตำแหน่งบ้านและการกำหนดทิศทางของลมเข้าออก ที่เป็นปัจจัยพื้นฐานของการออกแบบบ้าน มาให้ท่านได้รับชม ซึ่งขั้นตอนนี้อยู่ที่ การที่ต้องเข้าใจเป็นอย่างดีของสถาปนิกที่มีประสบการณ์และความใส่ใจในรายละเอียดปลีกย่อยด้วย ส่วนไอเดียการจัดวางฟังชั่นและการใช้งานต่างๆให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์และความสวยงามนั้น ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ของสถาปนิกโดยตรง เหมือนเช่นภาพวาดของศิลปินต่างๆที่นอกจากการที่ต้องวาดภาพเป็นแล้วยังต้องมีความสวยงามและความหมายดีอีกด้วย อันจะวัดผลมาจากราคาของภาพวาดนั้น นั่นเอง รับออกแบบบ้าน

ออกแบบบ้านฟรี จากบริษัทรับสร้างบ้าน ฟรีจริงหรือแค่คำโฆษณา

ออกแบบบ้านฟรี
ออกแบบบ้านฟรี

ออกแบบบ้านฟรี จากบริษัทรับสร้างบ้าน ฟรีจริงหรือแค่คำโฆษณา ปัจจุบันหลาย ๆ บริษัทรับสร้างบ้าน หรือแม้แต่บริษัทที่รับออกแบบและรับสร้างบ้านด้วย มักนิยมใช้โปรโมชั่น “หากสร้างกับเรา ฟรีค่าออกแบบ” ส่งผลให้เจ้าของบ้านเห็นแล้วรู้สึกตื่นตาตื่นใจ เพราะอย่างน้อย ๆ ก็ได้แบบบ้านมาใช้งานฟรี หากเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายเบื้องต้นแล้วเป็นเรื่องที่ประหยัดกว่าแน่นอน เนื้อหาชุดนี้ผู้เขียนเองไม่ขอออกความเห็นแบบชัด ๆ แต่ต้องการให้ข้อมูลเพื่อให้ผู้อ่านนำไปวิเคราะห์กันว่า คำว่าฟรีในที่นี้ ฟรีจริง ๆ หรือเป็นแค่คำโฆษณา

ก่อนอื่นต้องขอเล่ารายละเอียดการทำงานกันเบื้องต้นครับ เพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบกระบวนการออกแบบว่าต้องมีกระบวนการอย่างไรบ้าง เริ่มจากบทบาทของบุคลากรแต่ละตำแหน่งที่จำเป็นต้องมี ซึ่งแต่ละตำแหน่งมีความเชี่ยวชาญในวิชาชีพที่แตกต่างกัน เริ่มต้นจาก

ผู้จัดการงานออกแบบ

ทำหน้าที่พูดคุยกับเจ้าของบ้าน เพื่อเสาะหาความต้องการ ตีโจทย์ให้ได้ว่าลูกค้าต้องการอะไร ผู้จัดการงานออกแบบอาจเป็นสถาปนิกหรือไม่เป็นก็ได้ แต่ควรมีองค์ความรู้ด้านออกแบบพื้นฐานอยู่บ้าง เพื่อที่จะได้นำเสนอให้เจ้าของบ้านได้เข้าใจงานออกแบบ ที่สำคัญคือทักษะการพูดคุย มนุษย์สัมพันธ์ และการตีโจทย์ เพื่อมอบหมายงานต่อให้กับสถาปนิกได้ หรือหากเป็นหน่วยงานเล็ก ๆ อย่างเช่นสถาปนิกฟรีแลนซ์ สถาปนิกอาจเป็นผู้จัดการงานออกแบบด้วยตนเอง

สถาปนิก

ทำหน้าที่วิเคราะห์โจทย์งานจากผู้จัดการงานออกแบบ จากนั้นออกแบบงานตามที่ได้รับมอบหมายตามหลักวิชาชีพสถาปัตยกรรม ทั้งการจัดวางผัง พื้นที่ใช้งานต่าง ๆ รูปทรง ดีไซน์ของบ้าน เพื่อให้บ้านตรงของเราอยู่อาศัยสบาย เหมาะกับสภาพภูมิอากาศ โดยการออกแบบนี้จะต้องอิงกับ พรบ.ควบคุมอาคาร เพื่อให้สามารถขออนุญาตก่อสร้างได้

วิศวกร

เมื่อสถาปนิกออกแบบแล้ว ส่งงานต่อให้กับวิศวกร เพื่อออกแบบและคำนวณโครงสร้างอาคาร รวมทั้งระบบสุขาภิบาล, ระบบไฟฟ้า บ้านจะมั่นคงปลอดภัยแค่ไหนก็อยู่ที่วิศวกรนี่หละครับ หากเป็นงานออกแบบที่แปลกใหม่ วิศวกรและสถาปนิกจะทำงานไปพร้อม ๆ กัน เพื่อสามารถตรวจเช็คได้ว่า งานที่สถาปนิกออกแบบมานั้น สามารถสร้างจริงได้มากน้อยแค่ไหน

นักเขียนแบบ

ทำหน้าที่เขียนรายละเอียดแบบบ้านตามที่สถาปนิกได้ออกแบบมา กระทั่งออกมาเป็นแบบบ้านเพื่อใช้ขออนุญาตและใช้ในการก่อสร้าง

นี่เป็นเพียงบุคคลากรขั้นพื้นฐานสำหรับงานออกแบบบ้านทั่วไปนะครับ บ้านแต่ละหลังใช้ระยะเวลาออกแบบไม่ต่ำกว่า 3-4 เดือน หรือมากกว่านั้นขึ้นอยู่กับขนาด รายละเอียดความยากง่าย และหากเจ้าของบ้านปรับแก้แบบก็อาจส่งผลกับระยะเวลาที่มากขึ้นตาม หากเราคำนวณค่าจ้างบุคคลากรแต่ละตำแหน่ง เอาแบบง่าย ๆ เฉลี่ยเพียงคนละ 15,000 บาท รวม 4 คนเท่ากับ 60,000 บาท ใช้ระยะเวลาทั้งหมด 3 เดือน แต่ผู้เขียนขอตัดออก  50% เหลือเพียง 1.5 เดือน เพราะในความเป็นจริงแล้ว การทำงานอาจทำสลับไปมาร่วมกับงานอื่น ๆ ได้

รวมค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างบุคคลากรสำหรับออกแบบบ้าน ประมาณ 90,000 บาท ต่อบ้านหนึ่งหลัง ตัวอย่างนี้เฉพาะบ้านทั่วไปประมาณ 200-300 ตร.ม. เท่านั้นนะครับ หากใหญ่กว่านี้ยิ่งต้องใช้เวลามากขึ้นตามลำดับ จึงอยากให้คิดทบทวนถึงความเป็นจริงกันว่า หากออกแบบฟรีจริง ๆ นั้น เป็นไปได้หรือไม่ และหากฟรีจริง ๆ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้บริษัทรับสร้างบ้านจะเอาเงินส่วนไหนมาทดแทนให้กับพนักงาน ?

อีกจุดที่ผู้เขียนอยากให้เจ้าของบ้านระมัดระวัง นั่นคือค่าใช้จ่ายในการสร้างบ้าน หากผู้สร้างเป็นผู้ออกแบบเอง ข้อเสียคือ เจ้าของบ้านจะไม่มีโอกาสได้เปรียบเทียบราคากับผู้รับเหมารายอื่น ๆ จึงไม่อาจทราบได้ว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ตรงกับเกณฑ์ปกติหรือแพงกว่าปกติกันแน่ เนื้อหาชุดนี้เขียนขึ้นมาเพื่ออยากให้เจ้าของบ้านได้ฉุกคิดกันสักนิด บางอย่างดูเหมือนจะถูกลงแต่กลับแพง บางอย่างอาจดูเหมือนแพง แต่ประหยัดกว่า รับออกแบบบ้าน

สร้างบ้านใหม่ต้องใช้บริการสถาปนิก/วิศวกร เสมอไปหรือไม่

สร้างบ้านใหม่ต้องใช้บริการสถาปนิก
สร้างบ้านใหม่ต้องใช้บริการสถาปนิก

สร้างบ้านใหม่ต้องใช้บริการสถาปนิก/วิศวกร เสมอไปหรือไม่การลงทุนสร้างบ้านเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใช้งบประมาณมาก และเจ้าของบ้านต้องอาศัยอยู่ในบ้านนั้นอีกหลายปี การใช้บริการสถาปนิก และวิศวกร มีความจำเป็นมากน้อยเพียงใดทั้งในแง่กฎหมาย และในแง่วิชาชีพการจะสร้างบ้านแต่ละหลังไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เนื่องจากเป็นงานที่ต้องใช้ทั้งงบประมาณ ความคิด แรงงาน และระยะเวลาอย่างมาก หลายๆ ท่านที่คิดอยากจะมีบ้านอาจจะมีคำถามว่า ในการสร้างบ้านจำเป็นที่จะต้องใช้บริการสถาปนิก และ/หรือ วิศวกร เสมอไปหรือไม่
หากว่ากันตามกฎหมาย การจะก่อสร้างอาคารใดๆ จำเป็นที่จะต้องยื่นขออนุญาตก่อสร้างจากหน่วยงานราชการ เช่น สำนักงานเขตเขต หรือองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) โดยอาคารที่จะต้องมีสถาปนิกและวิศวกรลงนามรับรองแบบ เรียกว่าอาคารควบคุม แต่ไม่ใช่ทุกอาคารจะเป็นอาคารควบคุม โดยพระราชบัญญัติวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม บัญญัติไว้ว่า งานออกแบบเป็นงานวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม ยกเว้นอาคารที่พักอาศัยส่วนบุคคลพื้นที่รวมกันไม่เกิน 150 ตารางเมตร หรืออาคารเพื่อการเกษตรพื้นที่ไม่เกิน 400 ตารางเมตร ส่วนกฎกระทรวงกำหนดวิชาชีพวิศวกรรม บัญญัติไว้ว่า อาคารที่เข้าข่ายเป็นอาคารควบคุม ต้องมีวิศวกรผู้ออกแบบ และควบคุมงานก่อสร้าง ต้องมีลักษณะคือ

1. เป็นอาคารสูงตั้งแต่ 3 ชั้น ขึ้นไป หรือโครงสร้างของอาคาร ชั้นใดชั้นหนึ่งสูงตั้งแต่ 4 เมตร หรือมีช่วงคานตั้งแต่ 5 เมตร ขึ้นไป
2. อาคารสาธารณะทุกชนิด
3. โครงสร้างใต้ดินที่มีความลึกตั้งแต่ 1.5 เมตร

ดังนั้นแล้ว อาคารที่ไม่เข้าข่ายดังกล่าว ไม่เป็นอาคารควบคุม ไม่จำเป็นต้องมีสถาปนิกและวิศวกรลงนามรับรองแบบและควบคุมงานก่อสร้าง เช่นการก่อสร้างบ้านหลังเล็กๆ พื้นที่ไม่เกิน 150 ตารางเมตร สูง 2 ชั้น ช่วงคานไม่ถึง 5 เมตร เจ้าของบ้านสามารถสร้างเอง หรือจ้างผู้รับเหมาสร้าง โดยเจ้าของบ้านลงนามเป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้างเองได้ โดยก่อนการก่อสร้างต้องยื่นขออนุญาตโดยแนบแผนผังบริเวณแสดงแนวที่ดิน แปลนพื้นชั้นล่าง และที่ตั้งของอาคารโดยสังเขปเท่านั้น ในขณะที่ถ้าเป็นอาคารควบคุม ต้องยื่นแบบแปลน รายการประกอบแบบ และรายการคำนวณ ที่มีการลงนามรับรองโดยสถาปนิกและวิศวกรเท่านั้น
แบบบ้านฟรีต่างๆ ที่มีแจกกันทั่วไป หากมีพื้นที่ของบ้านเกิน 150 ตารางเมตร ก็ต้องว่าจ้างให้สถาปนิกและวิศวกรที่มีใบประกอบวิชาชีพทำการตรวจสอบ และทำเอกสารเพิ่มเติม เช่น แบบโครงสร้างพร้อมรายการคำนวณ แบบระบบสุขาภิบาล แบบระบบไฟฟ้า และรายการประกอบแบบ แบบพร้อมลงนามเพื่อยื่นขออนุญาตก่อสร้าง
นอกจากความสำคัญของสถาปนิกและวิศวกรในการลงนามรับรองแบบแล้ว หากไม่พิจารณาถึงประเด็นทางกฎหมายที่อาคารควบคุมจะต้องมีสถาปนิก และวิศวกรลงนามรับรองแบบ การใช้บริการสถาปนิก และวิศวกร ซึ่งเป็นวิชาชีพควบคุม เช่นเดียวกับ แพทย์ หรือทนาย ที่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ก็ยังคงมีความสำคัญ
การว่าจ้างวิศวกรในการออกแบบก็เพื่อ ความมั่นคง แข็งแรง และปลอดภัยของตัวอาคาร ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของตัวท่านเอง ส่วนการว่าจ้างสถาปนิกในการออกแบบ ก็เพื่อให้ได้บ้านที่อยู่สบาย เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่มีความเฉพาะในแต่ละที่ดิน และเพื่อให้บ้านมีเอกลักษณ์ สอดคล้องกับวิถีชีวิตเฉพาะตัวของผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง
การว่าจ้างผู้รับเหมา โดยไม่จ้างสถาปนิก และ/หรือวิศวกร และจะควบคุมงานก่อสร้างเองนั้นมีความเสี่ยงอยู่หลายประการ เช่น กรณีที่ร้ายแรงที่สุดคือบ้านอาจจะไม่มีความแข็งแรงปลอดภัย จากการที่ผู้รับเหมาขาดความรู้และประสบการณ์ รวมถึงอาจจะมีการหมกเม็ดทำงานไม่เรียบร้อยสมบูรณ์โดยที่เจ้าของบ้านไม่สามารถตรวจสอบได้เอง หรือกรณีไม่ร้ายแรงแต่อาจจะเป็นปัญหาจุกจิกในระยะยาว เช่น น้ำรั่ว บ้านร้าว ผนังฉาบไม่ตรง และบ้านขาดรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมต่างๆ ที่ต้องมีสถาปนิกออกแบบ เช่น แนวกระเบื้อง ขอบ มุม การเชื่อมต่อกันของวัสดุต่างๆ ให้มีทั้งความงาม และประโยชน์ใช้สอย

นอกจากนี้การที่เอาแบบบ้านให้ผู้รับเหมาคิดราคา ท่านจะไม่รู้เลยว่าผู้รับเหมาเสนอราคาแพงเกินจริงไปมากเท่าใด แต่หากมีการว่าจ้างสถาปนิกและวิศวกรออกแบบก่อนแล้ว ในขั้นตอนการทำแบบก่อสร้างจะมีการคิดราคากลางของค่าก่อสร้างอย่างละเอียด (BOQ) เพื่อให้เจ้าของบ้านสามารถนำไปเปรียบเทียบกับราคาที่ผู้รับเหมารายต่างๆ เสนอมา ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกผู้รับเหมา ซึ่งบางครั้งส่วนต่างที่โดนผู้รับเหมาโก่งราคาอาจจะมากกว่าค่าจ้างสถาปนิกและวิศวกรด้วยซ้ำ
การว่าจ้างบริษัทรับสร้างบ้าน เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ที่คิดจะสร้างบ้าน เนื่องจากสามารถคุมงบประมาณได้แน่นอน แต่ทั้งนี้ต้องเลือกบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ และมีผลงานที่ดี บริษัทประเภทนี้จะมีทั้งวิศวกร และสถาปนิกอยู่ในบริษัท สามารถให้คำปรึกษา ออกแบบ ก่อสร้างครบวงจร แต่แบบบ้านจะมีให้เลือกจำกัด โดยสามารถปรับเปลี่ยนได้บ้าง จะไม่เหมือนกับการจ้างสถาปนิกออกแบบที่จะมีความอิสระมากกว่า
การสร้างบ้านเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งในชีวิต ในช่วงชีวิตหนึ่งเราอาจจะได้สร้างบ้านไม่กี่ครั้ง และยังต้องอยู่ในบ้านนั้นไปอีกหลายปี หรืออาจจะทั้งชีวิต อีกทั้งอาจต้องใช้เงินเก็บทั้งชีวิตมาลงทุน หรือกู้เงินยาวนาน 20-30 ปี ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่คุ้มค่าที่จะใช้บริการสถาปนิก และวิศวกร ผู้มีความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์ในการออกแบบก่อสร้างบ้านมากกว่าเรา เป็นผู้ช่วยจัดการดูแลเรื่องทุกอย่างให้ราบรื่น เพื่อให้ได้บ้านที่แข็งแรง ปลอดภัย อยู่สบาย สมดังที่ตั้งใจ รับออกแบบบ้าน

 

5 ร้านของแต่งบ้านสวยๆ มีสไตล์ในไอจี แต่ละร้านก็มีแต่สินค้ายั่วยวนหัวใจ

5 ร้านของแต่งบ้านสวยๆ
5 ร้านของแต่งบ้านสวยๆ

5 ร้านของแต่งบ้านสวยๆ มีสไตล์ในไอจี แต่ละร้านก็มีแต่สินค้ายั่วยวนหัวใจ จนต้องรีบ CF ไปตกแต่งบ้านในช่วงกักตัวนี้กันแน่นอน ในอินสตาแกรมตอนนี้มีร้านค้าออนไลน์เยอะแยะมากมายชนิดที่ว่าเป็นแหล่งของแต่งบ้านเก๋ๆ เหมาะกับการช้อปปิ้งเป็นที่สุด

1. ร้าน 23rd.woodwork

ร้านแรกทีเราอยากแนะนำก็คือ 23rd.woodwork ใครที่ชอบบ้านเรียบๆ สตล์ญี่ปุ่นต้องรีบปติดตามเฟอร์นิเจอร์จักสานร้านนี

ด่วนๆ เลย เพราะของแต่ละชิ้นที่เขาเลือกมาขายในร้านส่วนใหญ่จะเป็นงานหวายจากฝีมือช่างที่เชียงใหม่ไม่ว่าจะเป็น โต๊ะ เก้าอี้ ตู้ลิ้น

ชัก เก้าอี้หมุนแบบญี่ปุ่น หรือตะกร้าที่เหมาะสอยมาใส่กระถางต้นไม้แต่งท้อง ทุกชิ้นล้วนเป็นงานจักสานที่จะเดิมผู้ดอบอุ่นให้ท้อง

เราขึ้นอย่างแน่นอน

Instagram : 23rd.woodwork

Facebook : https://www.facebook.com/23RD.Woodwork

 

2. ร้าน lucky13thfleamarket

ช่วงกักตัวอยู่บ้านนี้มาเพิ่มดีเทลความอบอุ่นให้กับท้องครัวของเราด้วยสินค้าจากร้าน /ucky 13thfleamarket กันเถอะ บอกเลยว่า

ของในร้านเต็มไปด้วยไอเท็มน่าใช้ไม่ว่าจะเป็น จาน ชาม ช้อน ส้อม ลวดลายน่ารักน่าหยิบ ไม่ว่าจะนำไปตกแต่งห้องครัวหรือ

เคาน์เตอร์ร้านค้าก็ได้ทั้งนั้น นอกจากนี้ทางร้านยังเบิดพรีออเดอร์หม้อและเตาอบ ricopa แบรนด์ญี่ปุ่นในราคาจับต้องได้ด้วยนะ

ใครที่สนุกับการเข้าครัวในช่วงนี้อยู่ล่ะก็ห้ามพลาดร้านนี้เด็ดขาด!

Instagram : lucky 13thfleamarket

Line@:@lucky13th

 

3. ร้าน moon__theory

ใครที่รู้ตัวว่าเป็นสายกุ๊กกิ๊กจะต้องกดเลิพร้านนี้รัวๆ เพราะร้าน moon_ theory เต็มไปด้วยของใช้ของแต่งบ้านวินเทจสุดแสนน่ารัก

ไม่ว่าจะเป็น จาน ชาม แก้วน้ำ ผ้า โปสเตอร์ กระจก กรอบรูปไว้เอาไปตั้งโซว์บนตู้หนังสือ หรือพวกเฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงตระกร้า

ถาดหวายเอาไว้วางรีโมท กุญแจ และเครื่องประดับชิ้นเล็กๆไม่ว่าจะแต่งท้องสไตล์ไหน ลองเลือกของแต่งบ้านชิ้นเล็กๆ จากร้านนี้

ไปใส่ในห้อง เราว่าช่วยเพิ่มเสน่ห์ได้ไม่น้อยเลยล่ะ

Instagram : moon_theory

 

4. ร้าน littlehome.studio

ถึงเวลาเคลียร์ของไม่จำเป็นแล้วจัดระเบียบในบ้านกันบ้างแล้ว เราชอบข้าวของในร้าน /ittehome.studio มากๆ เพราะเขามักจะ

เลือกสินค้าสไตล์มินิมอลที่ใช้งานได้จริง ประหยัดพื้นที่ มาล่อตาล่อใจเราเยอะสุด ๆ ซึ่งตอบโจทย์ทั้งคนที่อยู่บ้านและคอนโดเลยนะ

ไม่ว่าจะเป็น ขวดใส่สบู่เหลว กล่องจัดระเบียบ ตะกร้ากรองระบายน้ำมีฝาครอบกันฝุ่นกันแมลง กระทะก้นลึกเคลือบแร่ Maifan

stone ไม่ติดกระทะ ใช้ได้กับทุกเตา โดยสินค้าจะมีทั้งพร้อมส่งและพรีออเดอร์เลย หากอยากรู้ว่าจะมีไอเทมน่ารักน่าซื้อขนาดไหน

ลองตามไปดูได้เลย

Instagram : littlehome.studio

Line : nav.cx/iNuh9q0

 

5. ร้าน angkanita_brand

แนะนำร้านเฟอร์นิเจอร์ไปบางส่วนแล้ว ย้ายมาทางฝั่งพวกเครื่องหอมตกแต่งบ้านกันบ้างดีกว่า สำหรับร้าน angkanita_brand จะ

น้นเป็นของตกแต่งบ้านจำพวกสบู่ เทียนหอมโฮมเมดสีสันสดสพร้อมกิมมิกลวดลายเก๋ๆ มากมาย ทั้งเทียนหอมรูปผลไม้ ดอกไม้

พระจันทร์ คิวปิด และขนมต่างๆห้เลือกไปวางตกแต่งเป็นพร็อพคิวท์ ๆ กันด้วย ส่วนราคาก็ต้องบอกเลยว่าน่ารักไม่แพ้ของเลยล่ะ

Instagram : angkanita_brand

LINE@: @angkanita

รับออกแบบบ้าน

พื้นฐาน ที่ควรรู้ก่อนคิดจะสร้างบ้านมีอะไรบ้าง รายละเอียดหลักๆ

พื้นฐาน
พื้นฐาน

พื้นฐาน ที่ควรรู้ก่อนคิดจะสร้างบ้านมีอะไรบ้าง รายละเอียดหลักๆ ที่จะทำให้ได้บ้านที่ทั้งสวยและมั่นคงปลอดภัยก็น่าจะพอแล้ว พื้นฐานที่ควรรู้ก่อนคิดจะสร้างบ้านมีอะไรบ้าง

พื้นฐานของการสร้างบ้าน หรือหากจะสร้างบ้านเราควรรู้หรือทราบเรื่องอะไรบ้างครับ คนที่ปลูกสร้างบ้านเองมักมีปัญหายุ่งยากชวนให้ปวด เพราะนับแต่เริ่มสร้างบ้านก็เริ่มเกิดปัญหาเป็นทุกข์ตั้งแต่เริ่มหาคนเขียน แบบบ้าน หาผู้รับจ้าง หาคนคุมงานที่ไว้ใจได้ เมื่อเริ่มทำการก่อสร้างก็มีปัญหาการเลือกซื้อวัสดุก่อสร้างที่ได้มาตรฐาน มีการเปลี่ยนแปลงแบบก่อสร้างเพราะเปลี่ยนแปลงความต้องการในการใช้งาน มีปัญหากับเพื่อนบ้านข้างเคียง ท้ายที่สุดการก่อสร้างบานปลายเสียทั้งเงินและเวลา แต่จริงๆ แล้วการสร้างบ้านของตนเองนี้ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องการก่อสร้างทั้งหมดก็ได้ ขอเพียงทราบรายละเอียดหลักๆ ที่จะทำให้ได้บ้านที่ทั้งสวยและมั่นคงปลอดภัยก็น่าจะพอแล้ว

เมื่อต้องการสร้างบ้านอย่างแรกที่ต้องมีคือแบบบ้านโดยให้สถาปนิกออกแบบหรือซื้อแบบบ้านสำเร็จรูปที่มีขายอยู่ทั่วไป ราคาค่า (ออก) แบบบ้าน ราคาประมาณ 3-5% ของราคาค่าก่อสร้าง ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายของสถาปนิก วิศวกรโครงสร้างหรือวิศวกรงานระบบผู้เขียนแบบ และค่าพิมพ์แบบดังนั้นหากเป็นแบบบ้านสำเร็จรูปราคาจะถูกกว่า เพราะสามารถขายได้หลายครั้งในการออกแบบครั้งเดียว แต่แบบบ้านสำเร็จรูปอาจไม่ได้รูปแบบการใช้งานตามที่ต้องการเหมือนการให้สถาปนิกออกแบบ

แบบบ้านจะประกอบด้วย แบบแปลนของผังบริเวณบ้าน แบบแปลนของชั้นต่างๆทุกชั้น จนถึงหลังคา รูปด้านทุกด้าน รูปตัดของตัวบ้านอย่างต่ำ 2 แนว ถ้าเป็นบ้านที่พื้นที่ค่อนข้างมากต้องมีรูปตัดมากกว่า 2 แนว นอกจากนี้ต้องมีแบบรายละเอียดของส่วนต่างๆของบ้านเพื่อเป็นแบบขยายสำหรับการทำงาน ได้แก่ แบบรายละเอียดของประตู หน้าต่าง สุขภัณฑ์ แบบงานตกแต่งส่วนต่างๆ ของตัวบ้าน เช่น ราวบันได ลูกขั้นบันได บัวหรือคิ้วรอบผนังบ้าน ชายหลังคา เป็นต้น แบบของโครงสร้างที่แสดงรายละเอียดของการเสริมเหล็กของหน้าตัดคาน เสาและพื้น แบบโครงสร้างของหลังคาที่ต้องแสดงรายละเอียดของชิ้นส่วนต่างๆ ว่ามีขนาดเท่าใดและประกอบกันด้วยลักษณะแบบไหน มีมุมเอียงอย่างไร แบบงานระบบประปาและสุขาภิบาล แสดงการเดินระบบท่อน้ำดีน้ำทิ้งและการระบายน้ำฝน แบบของระบบไฟฟ้าและแสงสว่างที่แสดงวงจรของงานไฟฟ้า งานระบบสื่อสาร โทรศัพท์ จุดรับสัญญานโทรทัศน์ และที่เป็นส่วนสำคัญที่ต้องใช้สำหรับการยื่นขออนุญาตก่อสร้าง คือรายการคำนวณโครงสร้างของวิศวกรโครงสร้าง จากนั้นไปขอเอกสารการยื่นขออนุญาติจากทางเทศบาล แล้วนำมากรอกให้ครบถ้วน รับออกแบบบ้าน

Copyright ข่าวบันเทิง และเรื่องรถยนต์ 2022
Tech Nerd theme designed by Siteturner