ไขข้อสงสัย Infographic คืออะไร และGraphic Design คืออะไร

ไขข้อสงสัย Infographic
ไขข้อสงสัย Infographic

ไขข้อสงสัย Infographic คืออะไร และGraphic Design คืออะไร ความหมายของกราฟิกและคอมพิวเตอร์กราฟิก มาวันนี้เราจะมาเรียนรู้กัน

Infographic มาจากคำว่า Information และgraphic อินโฟกราฟิกจึงหมายถึง การนำข้อมูลหรือความรู้มาสรุปเป็นสารสนเทศในลักษณะของข้อมูล ภายในภาพนั้นอาจประกอบด้วย สัญลักษณ์ กราฟ แผนภูมิ ไดอะแกรม แผนที่ เป็นต้น ที่ออกแบบเป็นภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว เข้าใจง่าย รวดเร็ว และชัดเจน เปรียบเสมือนการสรุปข้อมูลลงในภาพ สื่อให้เข้าใจความหมายทั้งหมดได้

การออกแบบอินโฟกราฟิก คือการนำข้อมูลมาเสนอใสรูปแบบต่างๆ อย่างสร้างสรรค์ ภาพสามารถเล่าเรื่องได้ มีองค์ประกอบสำคัญ โดยรวบรวมข้อมูลต่างๆ ให้เพียงพอ แล้วสรุป วิเคราะห์ เรียบเรียง ทำให้ภาพนั้นมีความน่าสนใจและดึงดูดสายตาของผู้ชมได้ เป็นการลดเวลาในการอธิบายโดยใช้ภาพเป็นส่วนประกอบ

หลักการออกแบบอินโฟกราฟิก (Infographic) แบ่งได้ 2 ส่วน
– ด้านข้อมูล ต้องมีความหมาย น่าสนใจ เป็นความจริง และมีความถูกต้อง
– ด้านการออกแบบ มีรูปแบบสวยงาม ออกแบบให้เข้าใจง่าย มีความดึงดูดใจ ใช้ได้งานจริง

การสร้างอินโฟกราฟิกให้มีประสิทธิภาพ
1. เน้นที่หัวข้อหลักหัวข้อเดียว เมื่อกำหนดหัวข้อแล้วก็ควรเป็นข้อมูลของสิ่งนั้น มีข้อมูลอย่างชัดเจน จะช่วยให้ผู้ชมและผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายและไม่สับสน
2. ออกแบบให้เข้าใจง่าย ข้อมูลภายในต้องเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน หรืออัดแน่นจนเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดการตีความที่ผิดพลาดได้
3. ข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญ การออกแบบต้องไม่ทำเกินขอบเขตของหัวข้อซึ่งจะเป็นการทำลายข้อมูลส่วนที่ไม่จำเป็น ดังนั้นก่อนที่จะสร้างอินโฟกราฟิกต้องมั่นใจว่าข้อมูลนั้นถูกต้อง
4.  ข้อเท็จจริงถูกต้อง การให้ข้อมูลถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าหากข้อมูลผิดพลาดก็จะลดความน่าเชื่อถือของอินโฟกราฟิก
5. ให้อินโฟกราฟิกเล่าเรื่อง อินโฟกราฟิกที่มีประสิทธิภาพจะสามารถเล่าเรื่องได้ด้วยตัวของมันเอง ซึ่งสามารถถ่ายทอดข้อมูลได้ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อ่านข้อมูลมาก่อน
6.  การออกแบบที่ดีจะทำให้มีประสิทธิภาพ ออกแบบให้เข้าใจง่าย ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ภาพ กราฟิก สี ชนิด แบบ ช่องว่าง ทั้งหมดนี้มีความสำคัญในการออกแบบ
7.  ใช้สีดึงดูดความสนใจ สีเป็นองค์ประกอบสำคัญที่กระตุ้นให้มีผู้สนใจอินโฟกราฟิก ควรศึกษาทฤษฎีการใช้สีเพื่อให้เหมาะสมกับหัวข้อที่ออกแบบ ไม่จำเป็นต้องมีสีสันมาก อินโฟกราฟิกบางชิ้นมีสีเพียงเล็กน้อยก็มีประสิทธิภาพ
8.  ใช้คำพูดกระชับ ข้อความสั้น กระชับ ตรงจุดหมาย จะทำให้เรื่องราวมีความน่าสนใจ หรือใช้การเปรียบเทียบตัวเลขเพื่อดึงดูดความสนใจ
9. ตรวจสอบข้อมูลตัวเลข ถ้าภายในอินโฟกราฟิกมีตัวเลขประกอบอยู่ ก็ควรตรวจสอบความถูกต้อง และการจัดระเบียบ ตัวเลขไหนควรมีอยู่หรือควรเอาออกไป เพื่อให้อินโฟกราฟิกมีประสิทธิภาพมากขึ้น
10. ทำไฟล์อินโฟกราฟิกให้เล็ก เพื่อให้ผู้ที่เข้าชม สามารถเปิดดูและดาวน์โหลดได้ง่าย นำไปใช้งานได้ตามความสะดวก และไม่ควรลดคุณภาพของรูปภาพ ควรใช้รูปภาพที่มีไฟล์คุณภาพสูงเพื่อดึงดูดดผู้ชม

 

Motion Graphic = กราฟิกเคลื่อนไหว

ความหมายอย่างเป็นทางการคือ  : งานกราฟฟิกที่เคลื่อนไหวได้โดยการนำเอามาจัดเรียงต่อๆ กัน อธิบายให้เข้าใจอย่างง่ายคือการทำให้ภาพวาด 2 มิติของเราเคลื่อนไหวได้ เหมือนการทำการ์ตูนแอนิเมชั่นนั้นเอง ปัจจุบันได้มีการใช้ Motion graphic เป็นสื่อในโลกออนไลน์กันมาขึ้นเนื่องจากสามารถอธิบายและทำความเข้าใจได้ง่ายเมื่อถูกสื่อสารออกไป แต่อย่างไรก็ตาม Motion graphic ก็ไม่ได้ง่ายเหมือนอย่างที่คิดแต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถ เพราะผู้ที่จะออกแบบและสร้างสรรค์ตัว Motion graphic  จะต้องมีพื้นฐานความรู้ในการใช้โปรแกรมและพื้นฐานในด้านการออกแบบ

 

กราฟิก (Graphics) มักเขียนผิดเป็น กราฟิกส์ กราฟฟิกส์ กราฟฟิก คำว่า “กราฟิก” มาจากภาษากรีก ซึ่งหมายถึง การวาดเขียน (Graphikos) และการเขียน (Graphein)
การสื่อความหมายโดยการใช้เส้น ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า

1.1 กราฟิก (Graphics) หมายถึง ศิลปะแขนงหนึ่งซึ่งใช้สื่อความหมายด้วยเส้น สัญลักษณ์ รูปวาด ภาพถ่าย กราฟ แผนภูมิ การ์ตูน ฯลฯ เพื่อให้สามารถสื่อความหมาย ข้อมูลได้ถูกต้องตรงตามที่ผู้สื่อสารต้องการ

1.2 คอมพิวเตอร์กราฟิก (Computer Graphics) หมายถึง การสร้างการตกแต่งแก้ไข หรือการจัดการเกี่ยวกับรูปภาพ โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการจัดการ ประกอบไปด้วย เส้น สี แสง และเงาต่าง ๆ ให้มีวัยที่เด็กขึ้น การสร้างภาพตามจินตนาการและการใช้ภาพกราฟิกในการ นำเสนอข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้สามารถสื่อความหมายได้ตรงตามที่ผู้สื่อสารต้องการและ
น่าสนใจยิ่งขึ้นด้วยกราฟ แผนภูมิ แผนภาพ เป็นต้น และสามารถแสดงออกทางจอภาพหรือพิมพ์ออกมาทางเครื่องพิมพ์ได้ภาพกราฟิก แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ภาพกราฟิกแบบ 2 มิติ และภาพกราฟิกแบบ 3 มิติ
–  ภาพกราฟิกแบบ 2 มิติเป็นภาพที่พบเห็นโดยทั่วไป เช่น ภาพถ่าย รูปวาด ภาพ ลายเส้น สัญลักษณ์ กราฟ รวมถึงการ์ตูนต่าง ๆ ในโทรทัศน์ ยกตัวอย่าง
เช่น การ์ตูนเรื่องพิภพยมราช ชินจัง และโดเรมอน เป็นต้น ซึ่งการ์ตูนจะเป็นภาพกราฟิกเคลื่อนไหว (Animation) โดยจะมีกระบวนการสร้างที่ซับซ้อนกว่าภาพวาดปกติ
– ภาพกราฟิกแบบ 3 มิติเป็นภาพกราฟิกที่ใช้โปรแกรมสร้างภาพ 3 มิติ โดยเฉพาะ เช่น โปรแกรม 3 Ds max โปรแกรม Maya เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ได้ภาพมีสี และแสงเงาเหมือนจริง เหมาะกับงานด้านสถาปัตย์และการออกแบบต่าง ๆ รวมถึงการสร้างเป็นภาพยนตร์การ์ตูนหรือโฆษณาสินค้าต่าง ๆ เช่น การ์ตูน เรื่อง Nemo The Bug และปังปอนด์แอนิเมชัน เป็นต้น

 

ภาพกราฟิกแบบ Raster

1. ภาพกราฟิกแบบ Rasterเกิดจากจุดสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ หลากหลายสี (Pixels) มาเรียงต่อกันจนกลายเป็น รูปภาพ

2. การขยายภาพกราฟิกแบบ Rasterให้มีขนาดใหญ่ขึ้น จะทำให้ความละเอียดของภาพเล็กลง ทำให้มองเห็นภาพเป็นจุดสี่เหลี่ยมเล็ก

3. การตกแต่งแบบ Rasterและแก้ไขภาพ สามารถทำได้ง่ายและสวยงาม เช่น การ Retouching ภาพคนแก่ให้หนุ่มขึ้น การปรับสีผิวกายให้ขาวเนียนขึ้น เป็นต้น

4. การประมวลผลภาพสามารถทำได้รวดเร็ว

 

ภาพกราฟิกแบบ Vector

1. ภาพกราฟิกแบบVectorเกิดจากการอ้างอิงความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์หรือการคำนวณ โดยองค์ประกอบของภาพมีอิสระต่อกัน

2. ภาพกราฟิกแบบVectorการขยายภาพกราฟิกให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ภาพยังคงความละเอียดคมชัดเหมือนเดิม

3. ภาพกราฟิกแบบVectorเหมาะกับงานออกแบบต่าง ๆ เช่น งานสถาปัตย์ออกแบบโลโก้เป็นต้น

4. ภาพกราฟิกแบบVectorการประมวลผลภาพจะใช้เวลานาน เนื่องจากใช้คำสั่งในการทำงานมาก

 

ความรู้เกี่ยวกับหลักการใช้สี

สำหรับรูปแบบการแสดงสีของเครื่องคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วยแม่สี 3 สี คือ สีแดง (Red) สีเขียว (Green) และสีน้ำเงิน (Blue) การใช้สีกับงานกราฟิกในคอมพิวเตอร์มีรายละเอียดหล ายประการ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะ ดังนั้นจึงควรทราบระบบสีของ คอมพิวเตอร์ก่อน ระบบสีของคอมพิวเตอร์ จะเกี่ยวข้องกับการแสดงผลแสงที่แสดงบน จอคอมพิวเตอร์ โดยมีลักษณะการแสดงผล คือ ถ้าไม่มีแสดงผลสีใดเลย บนจอภาพ
จะแสดงเป็น “สีดำ” หากสีทุกสีแสดงผลพร้อมกัน จะเห็นสีบนจอภาพเป็น “สีขาว” การแสดงผลลักษณะนี้ เรียกว่า การแสดงสีระบบ Addivtive และสีที่ใช้ในงานด้านกราฟิก
ทั่วไป มี 4 ระบบคือ
3.1 ระบบสีแบบ RGB เป็นระบบสีที่ประกอบด้วยแม่สี 3 สีคือ แดง (Red) เขียว (Green) และ น้ำเงิน (Blue) ในสัดส่วนความเข้มข้นที่แตกต่างกัน เมื่อนำมาผสมกันทำให้เกิดสีต่าง ๆ
บนจอคอมพิวเตอร์ได้มากถึง 16.7 ล้านสี ซึ่งใกล้เคียงกับสีที่ตาเรามองเห็นได้โดยปกติ และจุดที่สีทั้งสามสีรวมกันจะกลายเป็นสีขาว นิยมเรียกการผสมสีแบบนี้ว่าแบบ “Additive”
หรือการผสมสีแบบบวก ซึ่งเป็นการผสมสีขั้นที่ 1 หรือถ้านำเอา Red Green Blue มาผสม ครั้งละ 2 สี ก็จะทำให้เกิดสีใหม่

3.2 ระบบสีแบบ CMYK เป็นระบบสีที่ใช้กับเครื่องพิมพ์ที่พิมพ์ออกทางกระดาษ ซึ่งประกอบด้วยสีพื้นฐาน คือ สีฟ้า (Cyan) สีม่วงแดง (Magenta) สีเหลือง (Yellow) และเมื่อนำสีทั้ง 3 สีมาผสมกัน
จะเกิดสีเป็น สีดำ (Black) แต่จะไม่ดำสนิทเนื่องจากหมึกพิมพ์มีความไม่บริสุทธิ์ โดยเรียก การผสมสีทั้ง 3 สีข้างต้นว่า “Subtractive Color” หรือ การผสมสีแบบลบ หลักการเกิดสี
ของระบบนี้คือ หมึกสีหนึ่งจะดูดกลืนสีจากสีหนึ่งแล้วสะท้อนกลับออกมาเป็นสีต่าง ๆ เช่น สีฟ้า ดูดกลืนสีม่วงแล้วสะท้อนออกมาเป็นสีน้ำเงิน ซึ่งจะสังเกตได้ว่าสีที่สะท้อนออกมาจะเป็นสีหลัก ของระบบ RGB การเกิดสีนี้ในระบบนี้จึงตรงข้ามกับการเกิดสีในระบบ RGB

3.3 ระบบสีแบบ HSB เป็นระบบสีแบบการมองเห็นของสายตามนุษย์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ
– Hue คือสีต่างๆ ที่สะท้อนออกมาจากวัตถุแล้วเข้าสู่สายตาของเรา ซึ่งมักเรียกสีตามชื่อสี เช่น สีเขียว สีแดง สีเหลือง เป็นต้น
– Saturation คือความสดของสี โดยค่าความสดของสีจะเริ่มที่ 0 ถึง 100 ถ้ากำหนด Saturationที่ 0 สีจะมีความสดน้อย แต่ถ้ากำหนดที่ 100 สีจะมีความสดมาก
– Brightness คือระดับความสว่างของสี โดยค่าความสว่างของสีจะเริ่มที่ 0 ถึง 100 ถ้ากำหนดที่ 0 ความสว่างจะน้อยซึ่งจะเป็นสีดำ แต่ถ้ากำหนดที่ 100 สีจะมี
ความสว่างมากที่สุด

3.4 ระบบสีแบบ LAB
เป็นรูปแบบมาตรฐานของ CIE (Commission Internationale De L’Eclairage Lab Color) เป็นระบบสีที่ไม่ขึ้นกับอุปกรณ์ใด ๆ (Device Independent) โดยแบ่ง
ออกเป็น 3 ส่วนคือ
-L หรือ Luminance เป็นการกำหนดความสว่างซึ่งมีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 100 ถ้ากำหนดที่ 0 จะกลายเป็นสีดำ แต่ถ้ากำหนดที่ 100 จะกลายเป็นสีขาว
– A เป็นค่าของสีที่ไล่จากสีเขียวไปสีแดง
– B เป็นค่าของสีที่ไล่จากสีน้ำเงินไปสีเหลือง

 

การออกแบบกราฟิกตามหลักองค์ประกอบศิลป์

การออกแบบ คือ การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ หรือการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่เดิมให้ดียิ่งขึ้นในทางศิลปะสาขาทัศนศิลป์ โดยการนำองค์ประกอบศิลป์ หรือทัศนธาตุนำมาจัดเป็นภาพตามหลักของการออกแบบงานทัศนศิลป์โดยสามารถสะท้อนให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ที่มีความงามที่สมบูรณ์ตามจินตนาการของผู้ออกแบบสำหรับการออกแบบมีบทบาทมากในสังคมปัจจุบัน เพราะชีวิตมนุษย์มีความเกี่ยวข้องกับการสื่อสาร เพื่อการรับรู้ข้อมูลต่างๆ ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้ในการสื่อสาร นอกจากวิทยาการด้านอิเล็กทรอนิกส์แล้ว การสื่อสารด้วยสิ่งพิมพ์ที่แสดงออดเป็นภาพ สัญลักษณ์และงานกราฟิก ก็นับว่าเป็นวิธีที่แพร่หลายและเข้าถึงผู้คนได้ง่าย ซึ่งการสื่อสารความหมายดังกล่าวต้องผ่านกระบวนการในการออกแบบ โดยอาศัยหลักการจัดองค์ประกอบศิลป์มาใช้
ให้เหมาะสม ประกอบด้วยดังนี้
4.1 จุด (Dot) หมายถึง เป็นต้นกำเนิดของเส้น รูปร่าง รูปทรง แสงเงา พื้นผิว ฯลฯเช่น นำจุดมาวางเรียงต่อกันจะเกิดเป็นเส้น และการนำจุดมาวางให้เหมาะสม ก็จะเกิดเป็นรูปร่าง รูปทรง และลักษณะผิวได้
4.2 เส้น (Line) หมายถึง การนำจุดหลาย ๆ จุดมาเรียงต่อกันไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งเป็นทางยาว หรือสิ่งที่เกิดจากการขูด ขีด เขียน ลาก ให้เกิดเป็นริ้วรอย

4.3 รูปร่าง (Shape)

– รูปร่าง (Shape) หมายถึง เส้นรอบนอกทางกายภาพของวัตถุ สิ่งของเครื่องใช้ คน สัตว์และพืช มีลักษณะเป็น 2 มิติ มีความกว้างและความยาว แบ่งออกเป็น3 ประเภท คือ
– รูปร่างธรรมชาติ(Natural Shape) หมายถึง รูปร่างที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น คน สัตว์ และพืช เป็นต้น
– รูปร่างเรขาคณิต (Geometrical Shape) หมายถึง รูปร่างที่มนุษย์สร้างขึ้นมีโครงสร้างแน่นอน เช่น รูปสามเหลี่ยม รูปสี่เหลี่ยม และรูปวงกลม เป็นต้น

– รูปร่างอิสระ (Free Shape) หมายถึง รูปร่างที่เกิดขึ้นตาม
ความต้องการของผู้สร้างสรรค์ ให้ความรู้สึกที่เป็นเสรี ไม่มีโครงสร้างที่แน่นอนของตัวเอง
เป็นไปตามอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม เช่น รูปร่างของหยดน้ำ เมฆ และควัน เป็นต้น
4.4 รูปทรง (Form) หมายถึง โครงสร้างทั้งหมดของวัตถุที่ปรากฏแก่สายตาในลักษณะ 3 มิติ คือมีทั้งส่วนกว้าง ส่วนยาว ส่วนหนาหรือลึก คือ จะให้ความรู้สึกเป็นแท่ง
มีเนื้อที่ภายใน มีปริมาตร และมีน้ำหนัก
4.5 บริเวณว่าง (Space) หมายถึง บริเวณที่เป็นความว่างไม่ใช่ส่วนที่เป็นรูปทรงหรือเนื้อหาในการจัดองค์ประกอบใดก็ตามถ้าปล่อยให้มีพื้นที่ว่างมากและให้มีรูปทรงน้อย
การจัดนั้นจะให้ความรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว
4.6 พื้นผิว (Texture) หมายถึง พื้นผิวของวัตถุต่าง ๆ ที่เกิดจากธรรมชาติและมนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น พื้นผิวของวัตถุที่แตกต่างกัน ย่อมให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันด้วย
4.7 สี (Colour) หมายถึง สิ่งที่ปรากฏอยู่ทั่วไปรอบ ๆ ตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นสีที่เกิดขึ้นเองในธรรมชาติ หรือ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น สีทำให้เกิดความรู้สึกแตกต่างมากมาย เช่น ทำให้รู้สึกสดใส ร่าเริง ตื่นเต้น หม่นหมอง หรือเศร้าซึมได้ เป็นต้น

 

 

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization หมายถึงวิธีการปรับแต่งโครงสร้างหน้าตาเว็บไซต์ การปรับแต่งโค๊ด ปรับแต่งความเร็วในการเข้าถึงเว็บไซต์ และการเขียนเนื้อหาให้เป็นไปตามความต้องการของ เว็บ Search Engine เช่น เว็บ Google, Bing เป็นต้น ซึ่งผลลัพธ์ปรับแต่งเว็บไซต์ของการทำ SEO จะทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับอยู่ในลำดับต้นๆ ของผลการค้นหา ด้วยคีย์เวิร์ด (Keyword)

ปัจจัยในการทำ SEO นั้นมี 7 ข้อหลักดังต่อไปนี้

  1. โฮสติ้งหรือที่ๆ เราใช้ฝากเว็บไซต์ของเรา
  2. ชื่อเว็บไซต์หรือโดเมนเนม
  3. Title หรือชื่อจำกัดความของหน้าเว็บไซต์
  4. Description หรือคำอธิบายของหน้าเว็บไซต์
  5. Keyword หรือคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
  6. Content หรือเนื้อหาของเว็บไซต์
  7. ความน่าเชื่อถือและความปลอดภัย

เพื่อให้เว็บไซต์ของเราได้รับการจัดลำดับ ในอันดับที่ดีขึ้น (ยิ่งเป็นอันดับที่ 1 ใน Keyword นั้น ๆ ด้วยยิ่งดี) เพื่อให้มีคนได้มีโอกาสเข้าเว็บเรามากขึ้นโดยการคลิกที่ลิงค์จากการค้นหาผ่าน Search Engine เพื่อเป็นการประหยัดค่าโฆษณาเว็บไซต์ของเรา ที่ไปติดโฆษณาในที่ต่าง ๆ เพื่อทำให้เว็บไซต์เราสามารถขายสินค้าและบริการได้มากขึ้น (อันนี้เหมาะกับเว็บ e-Commerce และ e-Marketing ต่าง ๆ ) เพราะการค้นหาข้อมูลผ่าน Search Engine มีคนใช้ถึง 81% เราต้องทำให้คนรู้จัก เราให้ได้มากที่สุด การทำ SEO เป็นการประหยัดเวลาระยะยาว (แต่ใช้เวลาทำนานไม่น้อยกว่า 6 เดือน) ถ้าคุณติดลำดับต้น ๆ ในหน้าแรกแล้วจะทำให้เกิดการคลิกและเข้าเว็บเรามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ประโยชน์ที่ได้รับจากการทำ SEO มีอะไรบ้าง

  • สามารถทำให้ได้กลุ่มลูกค้าที่ตรงตามกลุ่มเป้าหมายที่วางไว้
  • สามารถโปรโมทเว็บไซต์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
  • สร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ของท่าน
  • ทำให้เว็บไซต์ของท่านติดอันดับบนเว็บเสิร์ชเอ็นจินได้
  • ประหยัดค่าใช้จ่ายในการโฆษณาเมื่อเทียบกับการโฆษณาประเภทอื่นๆ
  • ทำให้เว็บไซต์ของคุณง่ายต่อการค้นหาบนเว็บเสิร์ชเอ็นจิน

Read More

ปัจจัยหลักการทำ SEO ให้ติดหน้าแรก Google

 การทำให้เว็บไซต์ เราติดอันดับในการค้นหาเป็นลำดับแรกๆของ Saerch Engine ต้องอาศัยการทำ seo โดยที่ผู้ให้บริการรับทำ seo นั้นจะมีประสบการณ์และคิดราคาในการรับทำต่างกัน ซึ่งก็แล้วแต่ keyword นั้นด้วยยิ่งถ้ามีการแข่งขันกันในตลาดสูงราคาในการรับทำก็ยิ่งแพงมากขึ้น

การทำให้เว็บไซต์ สิ่งสำคัญที่ผู้ให้บริการรับทำ seo ปรับเพื่อให้ได้อันดับที่ดีมีปัจจัยในเรื่องของ

การทำ On-Page เพื่อทำให้อันดับติดหน้าแรก Google

On-Page หรือปัจจัยที่เกิดจากหน้าเว็บไซต์เปรียบเสมือนบ้านของเราที่เปิดให้แขกเข้ามาเยี่ยมชมถ้าแขกพอใจเราก็จะได้คะแนนจากความประทับใจนั้นไปซึ่งแขกที่ว่านั้นก็คือ Google สิ่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องของ (On-Page) เช่น title tag การตั้งชื่อ Domain, การตั้งชื่อไฟล์ของรูปภาพตั้งเป็น Keyword ที่ต้องการ, การเน้นหนักที่คำ, ตัวเอียง ตัวขีดเส้นใต้ ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่มีผลต่อคะแนนทั้งสิ้น

การทำ Off-Page เพื่อทำให้อันดับติดหน้าแรก Google

ต่อมาคือเรื่องของ Off -Page หรือปัจจัยที่เกิดจากภายนอก ที่ต้องอาศัย Backlink กลับมายังเว็บไซต์ของเราเพื่อช่วยให้เว็บของเราได้คะแนนมากยิ่งขึ้น ซึ่งการที่ผู้อื่นจะทำ Backlink กลับมาหาเราได้นั้น เว็บเราควรที่จะมีข้อมูล Content ที่น่าสนใจและตรงกับกลุ่มเป้าหมาย หรือแจจะเป็นการฝากลิ้งค์ไว้กับเว็บต่างๆที่มีความเกี่ยวข้องกันกับธุรกิจของเราก็ได้เหมือนกัน

หน้าเว็บ Responsive

ตัวอย่างหน้าเว็บแบบ Responsive

ปัจจัยอื่นๆที่มีผลต่ออันดับทำให้ติด seo เช่น การปรับเว็บไซต์ของเราให้เป็น Responsive ในสมัยนี้คนส่วนใหญ่จะใช้มือถือหรือแท็บเล็ตในการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตเพื่อทำการซื้อขายหรือค้นหาสินค้าและบริการจึงทำให้เว็บที่รองรับได้คะแนนจาก Google ตรงนี้ไปมากกว่า

ค่าบริการรับทำ seo นั้นเราควรมองในเรื่องของประสบการณ์และผลงานของผู้ให้บริการนั้น ว่าเคยทำเว็บใดติดอันดับไหนมมาแล้วบ้าง ไม่ควรเลือกเพียงแค่เพราะมีราคาถูกเพียงอย่างเดียว เพราะบางทีราคาอาจจะถูกแต่สุดท้ายแล้วเว็บเราไม่ขึ้นอันดับหรือไม่ๆผลตามที่เราต้องการเลยก็มี Read More

หลักการ ตลาด เบื้องต้น ที่คนทำธุรกิจมือใหม่ควรเรียนรู้

กลยุทธ์ ทางการตลาดที่สามารถนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับธุรกิจ SME นั้นมีอะไรบ้าง ทั้งนี้กลยุทธ์การตลาดที่ได้นำเสนอไปยังเป็นเพียงส่วนเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งหากคุณผู้อ่านอยากทราบถึงกลยุทธ์ หรือ หลักการตลาด

กลยุทธ์

1. ส่วนผสมทางการตลาด 4P (Marketing Mix)

การตลาดแบบ 4P นั้นถือกลยุทธ์ทาง การตลาดขั้นพื้นฐาน ที่นักธุรกิจมือใหม่ควรใส่ใจเรียนรู้เป็นอย่างแรก เพราะถือเป็นรากฐานความมั่นคงในการทำธุรกิจของคุณ โดย 4P นั้นก็จะประกอบไปด้วย

  • P – Products and Service (สินค้า และบริการ) ถ้าคุณจะเริ่มต้นธุรกิจสิ่งแรกที่คุณควรให้ความสนใจก็คือ การทำให้สินค้า และบริการของคุณสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ แต่ความต้องการของลูกค้าก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ดังนั้นการทำธุรกิจของคุณจึงต้องมีการพัฒนาสินค้า และบริการอยู่ตลอดเวลา เพื่อเป็นการป้องกันการเลียนแบบของคู่แข่ง และทำให้ลูกค้าเห็นว่าสินค้าได้รับการพัฒนาปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ
  • P- Price (ราคา) การตั้งราคาเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะนั่นหมายถึงกำไรที่จะได้ในการขายแต่ละครั้ง การตั้งราคานั้นมีหลายวิธี ทั้งการตั้งราคาขายจากการบวกกำไรที่ต้องการกับราคาทุน การตั้งราคาขายแบบจิตวิทยา การตั้งราคาที่อิงคู่แข่งขัน และอีกหลายๆ กลยุทธ์สำหรับนักธุรกิจมือใหม่ แต่การตั้งราคาที่เป็นที่นิยมของหลายๆ ธุรกิจจะเป็นการตั้งราคาแบบใช้ต้นทุน + กำไรที่ต้องการ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าวิธีนี้จะทำให้คุณได้กำไรอย่างล้นหลาม
  • P – Place (ช่องทางการจัดจำหน่าย) เมื่อคุณรู้แล้วว่าสินค้า และบริการแบบไหนที่สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้า และมีการตั้งราคาที่เหมาะสมแล้ว ปัญหาต่อมาที่คุณต้องคำนึงถึงคือทำเลที่ตั้ง ที่คุณจะเลือกขายสินค้า และบริการของคุณ หากคุณเลือกขายสินค้าในซอยที่ไม่ค่อยมีผู้คนสัญจรผ่านไปมา การขายของคุณนั้นก็เป็นไปได้ยากลำบาก นอกจากการเลือกทำเลที่ตั้งแล้ว ช่องทางการจัดจำหน่ายยังต้องคำนึงถึง การขนส่ง สถานที่จัดเก็บสินค้าคงคลัง
  • P – Promotion (การส่งเสริมการตลาด) การส่งเสริมการตลาดนั้นทำขึ้นมาเพื่อกระตุ้นยอดขายให้เพิ่มมากขึ้น หรือเป็นการแนะนำสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาด โดยการแจกตัวอย่างทดลอง การลดราคา การจัดโปรโมชั่นในโอกาสพิเศษต่างๆ

2. วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์

วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์เป็นสิ่งที่นักธุรกิจมือใหม่ควรเรียนรู้ไว้ เพื่อให้ทราบถึงสถานะของผลิตภัณฑ์ว่ากำลังอยู่ในช่วงไหนของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดให้สอดคล้องกับช่วงชีวิตผลิตภัณฑ์ วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์นั้นจะมีทั้งหมด 4 ช่วงคือ

3. ผลกระทบทั้ง 5

การเรียนรู้เรื่องผลกระทบทั้ง 5 นั้นจะช่วยให้คุณสามารถนำไปใช้เป็นวิธีการวิเคราะห์คู่แข่งขัน วิเคราะห์สภาพแวดล้อมในการแข่งขัน และการวางกลยุทธ์สำหรับธุรกิจของคุณได้ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงเพิ่มความมั่นคงให้ธุรกิจของคุณ โดยผลกระทบทั้ง 5 นั้นก็คือ

4. การลดต้นทุน

สิ่งที่นักธุรกิจมือใหม่ ควรเรียนรู้อีกหนึ่งสิ่งก็คือการลดต้นทุน การทำธุรกิจนั้นจำเป็นจะต้องมีต้นทุนในหลายๆ ด้านอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนด้านการผลิต ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าขนส่ง ค่าจัดเก็บสินค้า และวิธีการลดต้นทุนนั้นก็ไม่ใช่การเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ไม่ได้คุณภาพมาผลิตสินค้า เพื่อให้ต้นทุนด้านการผลิตลดลง Read More

4 วิธีการทำการตลาด ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึง

การสร้าง ความตื่นเต้นและความคาดหวังให้ลูกค้าอยากติดตามผลิตภัณฑ์ เป็นการทำการตลาดอย่างหนึ่งซึ่งได้ผลดีทีเดียว การทำการตลาดให้มีประสิทธิภาพ ยังมีอีกหลายวิธีดังต่อไปนี้

การสร้าง

1. ใช้เครื่องมือวิเคราะห์ลูกค้า อย่างมีประสิทธิภาพ

อันดับแรกในการทำการตลาดคือต้องรู้ว่ากลุ่มลูกค้าคุณคือใคร เพศไหน วัยไหน พฤติกรรมการซื้อเป็นแบบใด การรู้จักลูกค้า เป็นสิ่งที่สำคัญต่อธุรกิจมาก เพราะจะทำให้คุณสามารถกำหนดกลยุทธ์หรือกำหนดผลิตภัณฑ์ได้ตรงตามความต้องการของลูกค้ามากที่สุด

2016-04-02_00-02-55

ฉะนั้น การวิเคราะห์ลูกค้าจึงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอันดับแรก ธุรกิจต้องมีวิธีทำการตลาดที่เหมาะสม วิธีการทำวิจัยการตลาดง่ายๆ ก็อย่างเช่น การสัมภาษณ์ การใช้แบบสอบถาม เป็นลักษณะการลงพื้นจริง สำรวจลูกค้าจริงๆข้อดีคือได้ฟังข้อคิดเห็นเพิ่มเติมจากลูกค้าซึ่งมีประโยชน์และเอาไปปรับใช้ได้

2. เข้าตลาดให้ถูกจังหวะ

  • ระวังการเข้าตลาดไม่ถูกที่ เช่น การติดตั้งเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญในหมู่บ้านต่างจังหวัด คือคนต่างจังหวัด ส่วนใหญ่จะมีเครื่องซักผ้าแทบทุกบ้านจึงไม่ค่อยมีใครใช้เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ การติดตั้งเครื่องซักผ้าจะได้รับความสนใจในชุมชนมากกว่า
  • และระวังการเข้าตลาดไม่ถูกเวลา สินค้าบางประเภท นักธุรกิจอุตส่าห์ตั้งใจศึกษาความต้องการของลูกค้าเป็นอย่างดี สรรหานวัตกรรมใหม่ๆ เทคโนโลยีเจ๋งๆ แต่กลับพบว่าเมื่อปล่อยสินค้าเข้าตลาดแล้วผลตอบรับกลับไม่ดีเท่าที่ควร!!

01_Audi_City_London_Architecture-515_RZ_1

3. โฆษณา ให้มีประสิทธิภาพ

abstract-1233873_640

“ผู้บริโภคทุกวันนี้ชอบโฆษณาที่ใช้คำอธิบายน้อย ใช้เวลาน้อย และตรงประเด็น” การสื่อสารที่ส่งตรงไปยังลูกค้าต้อง “ส่งให้ตรงประเด็น” ต้องให้ชัดเจนถึงจะตรงใจกลุ่มเป้าหมาย ถ้าเป็นโฆษณาทีวี หรือคลิป ตัววีดีโอจะน่าสนใจอยู่แล้วเพราะช่วยทำให้เพลิดเพลิน แต่ถ้าเป็นข้อความ หรือบทความจะต้องเขียนให้ดึงดูดความสนใจให้มาก

4. สื่อออนไลน์ ถูก ง่าย และมีประโยชน์มหาศาล

icon-912809_1280

ทุกวันนี้การมีเพจขายสินค้าเริ่มกลายเป็นความจำเป็นกับทุกๆประเภทธุรกิจไปเสียแล้ว ธุรกิจของคุณอาจรุ่งเรืองมาก่อนที่โลกอินเตอร์เน็ทจะบูม แต่พักหลังๆมานี้ลูกค้ากลับถามคุณว่ามีช่องทางการติดต่ออย่างเพจขายสินค้า หรือไลน์บ้างหรือไม่?

สื่อออนไลน์ เป็นช่องทางการขายที่ถูก ง่าย และมีประโยชน์มหาศาล เป็นช่องทางที่คุณสามารถสร้างตัวตนได้เต็มที่ และเป็นช่องทางที่ลูกค้าติดต่อหาคุณได้ตลอดเวลา สำหรับแบรนด์ที่ไม่ได้ทำการตลาดออนไลน์ไม่ใช่เรื่องผิดแต่ประการใด Read More

3 เรื่องสำคัญที่มีผลต่อการทำ SEO และ Content

 SEOContent นั้นมีรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นคำศัพท์ และรายละเอียดเชิงเทคนิคคอลที่ผู้เริ่มศึกษาอ่านแล้วอาจจะเข้าใจได้ยาก แต่ถ้าให้จัดกลุ่มกันจริงๆ แล้ว เรื่องของ SEO มีทั้งหมดอยู่ 3 เรื่องใหญ่ๆ เท่านั้นที่จะต้องทำ

SEOContent

  1. โครงสร้างของเว็บไซต์ (Structure)

    คือการวางโครงสร้างของเว็บไซต์รวมถึงหน้าตาในเว็บไซต์ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ Google แนะนำ ยกตัวอย่างเช่น รูปแบบ URL, meta title, meta description เป็นต้น เรื่องนี้ถ้าเป็นเว็บที่เขียนขึ้นเองอาจจะต้องอาศัยดีเวลอปเปอร์และคนที่เข้าใจ SEO มาทำงานร่วมกันตั้งแต่ตอนเริ่มต้นทำเว็บไซต์จะดีมาก แต่ถ้าใช้ระบบ CMS เช่น WordPress, Joomla หรืออื่นๆ เพราะเว็บกลุ่มนี้ถูกออกแบบให้ซับพอร์ทเรื่อง SEO มาค่อนข้างดีแล้วและตรงกับสิ่งที่เราต้องการนำเสนอ สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องของคำแนะนำการปรับปรุงโครงสร้างเว็บไซต์สามารถดาวน์โหลดเอกสาร

  2. เนื้อหาบนเว็บไซต์ (Content)

    เรื่องนี้สำหรับคนทำ SEO แล้วถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุด เพราะต่อให้โครงสร้างเว็บไซต์จะดีเท่าไร ถ้าเนื้อหาไม่ดี หรือมีเนื้อหาน้อยมากแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะช่วยเพิ่มจำนวนคนที่เข้าเว็บไซต์ให้เติบโตขึ้นได้ ประเด็นหลักๆ ของการทำเนื้อหานั้น คือเนื้อหาจะต้องสดใหม่ และไม่ได้เกิดจากการ Copy มาหรือเอา content ของเว็บไซต์อื่นมาดัดแปลงทำซ้ำ เพราะเมื่อไรก็ตามที่เนื้อหาของเว็บเราไปซ้ำกับเว็บอื่นๆ หรือมีเนื้อหาที่ใกล้เคียงมากๆ แล้วเนื้อหาที่ดีคืออะไร? เรื่องนี้ความจริงทุกคนก็น่าจะเข้าใจกันอยู่แล้วว่าเนื้อหาควรจะต้องเป็นอย่างไร พูดง่ายๆ

  3. การลิงค์และอ้างอิงจากเว็บไซต์อื่นๆ (Backlinks)

    การมีลิงค์จากเว็บข้างนอกที่ลิงค์กลับมาที่เว็บไซต์เรา หรือสิ่งที่คนทำ SEO เรียกกันติดปากว่า การทำ Backlinks เป็นอีกหนึ่งปัจจับที่มีผลโดยตรงกับอันดับของเว็บไซต์เช่นกัน การที่มี Backlinks ส่งกลับมาที่เว็บไซต์ของเรามากๆ เป็นการบอก Google ว่าเว็บไซต์ของเรามีความน่าเชื่อถือ จึงมีเว็บอื่นๆ ให้เครติต และทำการอ้างอิง (reference) กลับมาให้ แต่การสร้าง Backlink นั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้ทำง่ายๆ เพราะการที่จะมีเว็บไซต์ใดทำลิงค์กลับมาให้นั้นต้องเกิดจากการมีเนื้อหาที่ดี และเว็บไซต์อื่นๆ เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านของเขาด้วย ดังนั้นเรื่องของการทำ Backlink จึงเป็นวิธีการที่คนทำ SEO สายดำนิยมกันมาก และต่อเนื่องไปจนถึงการมีบริษัทรับทำ SEO จากการสร้าง Backlink เกิดขึ้นมากมาย แต่ก็มีหลายๆที่ใช้วิธีการสร้าง Backlink ที่ไม่ถูกต้อง ผิดหลักเกณฑ์ของ Google ใครที่ติดตามข่าวเรื่อง SEO มาตลอด จะทราบว่าช่วงหลังมานี้มีบริษัทเจ้าของ Link Network รวมถึงลูกค้าที่ใช้บริการในต่างประเทศโดนแบนจาก Google ไปจำนวนไม่น้อย

Read More

ประโยชน์ของการทำการตลาดออนไลน์ (Online Marketing)

การตลาดออนไลน์ เป็นตลาดประเภท Niche Market ผู้บริโภคสามารถเจาะจงได้ว่าจะค้นหาสินค้าอะไร แบบไหน เช่น หากผู้บริโภคต้องการที่จะทำ E-Book เขาก็จะเข้าเว็บไซต์ที่รับทำ E-Book

การตลาดออนไลน์

 1.เป็นการแบ่งส่วนตลาดเชิงพฤติกรรม  ลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าจะใช้บริการกับใคร แบบไหนก็ได้ตามที่พวกเขาต้องการ ซึ่งหากลูกค้าทราบว่าการใช้บริการผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์นั้นง่ายกว่าการที่ต้องออกเดินออกจากบ้านไปหาสินค้า แน่นอนว่าพวกเขาก็จะเลือกวิธีที่สะดวกสบายที่สุด

2. ลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าต้องการสินค้า แบบไหน สีอะไร ซึ่งความต้องการของแต่ละคน ย่อมแตกต่างกันออกไป

3. มีลูกค้าอยู่ทุกมุมโลก การตลาดออนไลน์ ทำให้เรา สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทั่วโลก

4. การตลาดออนไลน์ ทำให้เราเหมือนมีพนักงานที่สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีวันหยุด ซึ่งเมื่อเทียบกับการจ้างคนมาทำงานให้ได้ตลอด 24 ชั่วโมงแล้ว

5. สามารถให้ข้อมูลลูกค้าได้มากเท่าที่เราต้องการ การการตลาดออนไลน์ทำให้เราสามารถให้ข้อมูลสินค้าหรือธุรกิจของเราได้เท่าที่เราต้องการ ยิ่งเราลงรายละเอียดมากเท่าไหร่

6. การตลาดแบบผสม การตลาดออนไลน์เป็นการตลาดแบบผสมเพราะสามารถสร้างกิจกรรม สร้างโปรโมชั่น เป็นช่องทางสื่อสาร และติดต่อลูกค้าได้

7. การตลาดแบบ 2-way ด้วยการตลาดแบบ 2-way ทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายผ่านช่องทางการติดต่อผ่านสื่อการตลาดออนไลน์

8. ใช้ต้นทุนต่ำ การตลาดออนไลน์ทำให้เราไม่ต้องเสียเงินจำนวนมากๆในการสร้างหน้าร้านขึ้นมา ซึ่งต้องเสียแรง เสียเวลา เสียเงิน ในการไปเช่าสถานที่ จ้างคน หรือพนักงาน เราสามารถจัดทำเป็นแคตตาล็อกออนไลน์เพื่อนำเสนอให้กับลูกค้า ซึ่งสามารถเปิดดูได้ผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ ทำให้เราแทบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังสามารถแสดงผลได้อย่างสวยงามอีกด้วย

9. สินค้าสามารถถูกจัดส่งได้อย่างรวดเร็ว เช่น เพลง หนัง หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ Read More

4 เทคนิคทำการตลาดออนไลน์ ให้ยอดขายพุ่ง

ตลาดออนไลน์ ใครๆก็บอกว่ายุคนี้ถ้าอยากขายดีก็ต้องทำการตลาดออนไลน์ซิ แต่จะมีสักกี่คนจริงๆที่จะเก็ทว่า ไอที่บอกให้ต้องทำการตลาดออนไลน์เนี่ย มันต้องทำอะไรมั่ง เพราะจริงๆแล้วคำว่าการตลาดออนไลน์มันกว้างมากๆ ไม่ว่าจะเป็น โฆษณาบน Facebook, Google, Instagram, Liveสดขายเสื้อผ้าผ่าน หรือ แม้แต่โฆษณาที่มาขัดจังหวะบ่อยตอนที่กำลังดู Youtube อยู่ก็ตาม ซึ่งมันเยอะแยะไปหมด

ตลาดออนไลน์

1. Influencer Marketing

การนำสินค้าไปให้ Influencer ช่วยในการทำการตลาดนั้น ก็ถือว่า Effective สุดๆในยุคนี้เลย แต่การที่แบรนด์จะเลือกใช้ Influencer คนไหนนั้น ก็ต้องคำนึงถึงสินค้าด้วยว่า มันตรง Target ของ Influencer นั้นหรือไม่    ยกตัวอย่างเช่น มีร้านกาแฟเปิดใหม่ ตกแต่งร้านได้สวยงาม ดูมีกิมมิค น่าถ่ายรูป แต่ดันอยู่ในทำเลที่คนเข้าถึงยาก จึงเลือกใช้ Influencer สายตระเวนชิม หรือสายท่องเที่ยว มาช่วยแนะนำร้านเพื่อให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่แน่นอนว่า Influencer หรือ Blogger นั้น

2. Review

นอกจาก Influencer Marketing ที่จะทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักมากขึ้นแล้ว การตลาดผ่านการรีวิวจากผู้ใช้จริง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ เพราะมันจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าได้เป็นอย่างดี ยกตัวอย่างเช่น มีลูกค้ารู้จักและเกิดความสนใจในสินค้าของคุณผ่านทาง Influencer แล้ว แน่นอนว่าพวกเขาจะต้อง Search หาข้อมูลสินค้าของคุณ ว่าสินค้านี้เป็นอย่างไร ใช้แล้วดีไหม มีคนพูดถึงสินค้าไปในทางที่ดีหรือไม่ ซึ่งจุดนี้แหละเป็นจุดตัดสินใจสำคัญของลูกค้าที่จะตัดสินใจไปต่อหรือไม่

3. Promotion

แน่นอนว่าถ้าอยากกระตุ้นยอดขาย ก็ต้องมี Promotion ลด แลก แจก แถม กันหน่อย ไม่ว่าจะเป็นการร่วมสนุกกิจกรรมในเพจแล้วได้รางวัล, ซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์แล้วได้คูปองส่วนลด หรือ ส่งสินค้าฟรีตั้งแต่ชิ้นแรก ก็ขึ้นอยู่กับสินค้าว่าจะทำ Promotion แบบไหนได้บ้าง

แต่การทำ Promotion ก็ไม่ควรทำบ่อยจนเกินไป เพราะมันจะทำให้ลูกค้าติด โปรฯ ซึ่งลูกค้าจะรู้สึกไม่อยากซื้อสินค้าตอนที่ไม่มี Promotion แต่จะรอจนกว่าแบรนด์จัด Promotion ถึงจะซื้อ นั่นถือว่าเป็นผลเสียร้ายแรงต่อแบรนด์ในระยะยาวได้เลย

4. Website

ปฏิเสธไม่ได้แล้วว่า เว็บไซต์เป็นพื้นฐานในการทำการตลาดออนไลน์ไปเสียแล้ว เพราะยุคนี้ ใครๆก็เข้าไปหาสินค้าหรือบริการผ่าน Google กันทั้งนั้น ซึ่งร้านค้าไหนที่ไม่ได้ทำเว็บไซต์ ก็ไม่สามารถทำโฆษณาผ่าน Google AdWords ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่สำคัญไปกว่านั้น เว็บไซต์ยังเป็นตัวบ่งบอกถึง Brand Identity ให้กับลูกค้า ที่เข้ามายังหน้าเว็บไซต์แล้วเกิดความรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของเขา ซึ่งเว็บไซต์ที่สามารถ Serve ความเป็น Unique ตรงนี้ให้กับลูกค้าได้ ก็มีโอกาสที่จะสามารถปิดการขายผ่านหน้าเว็บไซต์ได้เองโดยที่ไม่ต้องทำอะไรให้เหนื่อยเลย เพราะระบบเว็บไซต์สมัยนี้ก็มีระบบชำระเงินผ่านหน้าเว็บไซต์ ซึ่งอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าเป็นอย่างมาก Read More

การตลาดพื้นฐานมีองค์ประกอบอะไรบ้าง

การตลาด พื้นฐาน ได้แก่ ราคา ผลิตภัณฑ์ การส่งเสริมการขาย และ ช่องทางจัดจำหน่าย ซึ่งทั้งสี่ปัจจัยนี้เป็นส่วนผสมการตลาดที่ต้องถูกออกแบบมาให้สอดคล้องเกื้อหนุนกัน และถูกสร้างให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้า โดยเป้าหมายของส่วนผสมการตลาดก็คือการใช้เพื่อพิจารณาวางแผนกลยุทธ์การตลาด

การตลาด พื้นฐาน ซึ่งนักการตลาดสามารถควบคุมปัจจัยต่างๆเพื่อส่งเสริมแผนการตลาด ไม่ว่าจะเป็นการทำให้แตกต่างจากคู่แข่ง หรือการโน้มน้าวให้ลูกค้าอยากซื้อ

ราคา – รวมถึงกลยุทธ์การตั้งราคาต่างๆ เช่นการตั้งราคาถูกเพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่ หรือการตั้งราคาแพงเพื่อเพิ่มคุณค่าทางมองลูกค้า

ผลิตภัณฑ์ – การสร้างและหาวิธีสื่อสารจุดขายของผลิตภัณฑ์ (unique selling point) รวมถึงการวางภาพลักษณ์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ และการปรับวิธีการใช้งานให้เหมาะกับลูกค้า

ช่องทางการขาย – หมายถึงการพิจารณาช่องทางการขายให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้า เช่นช่องทางไหนที่ลูกค้าเยอะช่องทางไหนที่ขายแล้วกำไรดี

การส่งเสริมการขาย – หมายถึงการจัดโปรโมชั่น ทำโฆษณา หรือทำการประชาสัมพันธ์ เพื่อกระตุ้นให้กลุ่มลูกค้ามีความอยากซื้อมากขึ้น

ข้อแนะนำก็คือปัจจัยทั้ง 4 นี้ควรถูกออกแบบมาให้มีความสอดคล้องกันและเหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าหลักของเรา ในส่วนนี้หากใครสนใจผมแนะนำให้ศึกษาบทความเรื่อง ส่วนผสมตลาด 4P ของผมเพิ่มเติม Read More

ความสำคัญของการตลาด

หน้าที่ของการตลาด มีอะไรบ้าง ซึ่งหากจะพูดให้เรียบง่าย การตลาดก็มีหน้าที่ในการเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายให้กับบริษัท หรือก็คือการสร้างกรรมใดนั้นเอง

หน้าที่ของการตลาด

การสื่อสาร – ป็นหัวใจที่พื้นฐานที่สุดของการตลาด เพราะการที่จะเริ่มทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับลูกค้าแล้วผู้บริโภค นักการตลาดก็ต้องเริ่มจากการสื่อสารเพื่อโน้มน้าวก่อน โดยเฉพาะการสื่อสารจุดขายของสินค้า นอกเหนือจากนั้นการตลาดยังเป็นเครื่องมือในการสอนและให้ความรู้ลูกค้าได้ด้วย

การขาย – การส่งเสริมการขาย เช่น การทำโฆษณา ซึ่งทำได้ผ่านการสื่อสารวิธีต่างๆอย่างสื่อพิมพ์ ภาพ และ วิดีโอ แต่เดิมทีนั้น สินค้าที่ดีก็จะขายตัวเองได้ผ่านการโฆษณาปากต่อปากของลูกค้า อย่างไรก็ตามในกรณีส่วนมาก หากองค์กรไม่ได้ทำการตลาดอะไรเลย โอกาสที่สินค้าจะขายได้ก็มีน้อยมาก

การเติบโต – หมายถึงการทำโฆษณาเพื่อทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น เช่น การเพิ่มยอดขาย การเปิดตลาดใหม่ การเปิดตัวสินค้าใหม่ ซี่งการตลาดที่ดีต้องคำนึงถึงการสร้างลูกค้าใหม่และการรักษาลูกค้าเก่าให้กลับมาซื้อซ้ำด้วย

ในแง่ของการขาย ทุกสินค้า ทุกผลิตภัณฑ์นั้นมีอายุของตัวเองอยู่ หมายความว่าหากเวลาผ่านไประยะหนึ่งแล้ว บางสินค้าก็จะอยู่ในสภาพ ‘ตกเทรนด์’ หรือ ‘ไม่มีความต้องการตลาด’ ยกตัวอย่างเช่นโทรศัพท์มือถือรุ่นเก่า หรือของเล่นเด็กที่ฮิตแค่ไม่กี่ปี ในกรณี การทำการตลาดก็เป็นการยืดอายุสินค้าได้อย่างหนึ่ง ซึ่งเราจะเห็นได้จากแบรนด์ใหญ่ๆอย่าง Coke Pepsi ที่อยู่มานานเป็นร้อยปีด้วยผลิตภัณฑ์แค่ไม่กี่อย่าง

นอกจากปัจจัยด้านบนนี้ การตลาดก็ยังเป็นเครื่องมือในการ ‘สนทนากับลูกค้า’ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เหนือกว่าการสื่อสารข้างเดียวแบบโฆษณาต่างๆ นักการตลาดสมัยนี้สามารถติดต่อลูกค้าผ่านเครื่องมือต่างๆเช่น Social Media อย่าง Facebook Twitter Line เพื่อทำให้ลูกค้ารู้สึกผูกพันกับแบรนด์มากขึ้น Read More

Copyright ข่าวบันเทิง และเรื่องรถยนต์ 2021
Tech Nerd theme designed by Siteturner