ห้องรับแขก-ห้องนั่งเล่น ห้องที่ใช้งานมากที่สุด ของครอบครัว

ห้องรับแขก-ห้องนั่งเล่น
ห้องรับแขก-ห้องนั่งเล่น
ห้องรับแขก-ห้องนั่งเล่น

ห้องรับแขก-ห้องนั่งเล่น ห้องที่ใช้งานมากที่สุด ของครอบครัว ผู้คนบางกลุ่มชอบที่จะรับประทาน อาหาร พบประสังสรรค์ และดื่มฉลอง กันที่บ้าน มากกว่าที่จะ ออกไปตามคลับ หรือภัตตาคาร โทรทัศน์สี วีดีโอ และเครื่องเสียงดีๆ ได้เข้ามาแทนที่ภาพยนตร์ตามโรง แม้แต่เกมคอมพิวเตอร์ ปัจจุบัน ก็สามารถ ซื้อหา เข้ามา เล่นสนุกสนานกันได้ภายในบ้าน ฉะนั้นการจัด ห้องนั่งเล่นที่กว้างขวาง พอและมีอุปกรณ์ ในการสันทนาการ ต่างๆ จึงเหมาะเป็นที่พบปะสังสรรค์ และพักผ่อนในยามว่างได้ การตกแต่งห้องนั่งเล่น ได้รับความเอาใจใส่มากขึ้น ได้มีการเพิ่ม ความแปลกใหม่ ที่ยังคงให้ ความรู้สึก สบาย อย่างง่ายๆ ซึ่งมีผลมาจากปัจจัย 3 ประการคือ

เฟอร์นิเจอร์แปลกๆ ใหม่ๆ ที่บริษัทผู้ผลิตได้ออกแบบแตกต่างหลายหลาก และมีหลายระดับราคา ให้เลือกซื้อได้ตามความ ต้องการและกำลังทรัพย์

การใช้สีสดใสมาตัด เช่น สีชมพู เขียว หรือ เหลือง บนสีที่นิยมใช้กัน อันได้แก่สีครีมอ่อน สีครีมเข้ม สีเบท และสีปนสีขาว นั้นให้ชีวิตชีวา ที่สนุกสนาน มากยิ่งขึ้น

ปัจจัยสุดท้ายได้แก่การนำวัสดุต่างๆ มากใช้ อย่างมากมาย เป็นวัสดุที่ผลิตออกมา ในขบวนการ อุตสาหกรรม สถาปนิก และ มัณฑนากร ได้นำสิ่ง ที่มีอยู่ อย่างหลายหลากนี้ มาออกแบบ ดัดแปลง ตกแต่ง ให้ได้สิ่งที่แปลกใหม่น่าตื่นตา อาทิ นำเอา ลามิเนท พลาสติกลายสีสดใส มาปูลง บนเฟอร์นิเจอร์ ลักษณะแปลกๆ นำเอาไม้มาทาสี ร้อนแรง และเคลือบเงา การฉาบปูนบนผนัง ให้เป็นเส้นๆ เพื่อเลียนแบบ เสาลายคิ้วบัว และลวดลายต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เป็นการแสดง ถึงวิธีการ และแบบการตกแต่ง อันหลายหลาก ซึ่งนำมาใช้ได้ อย่างไรก็ตาม ไม่มีวิธีใด เป็นสิ่งที่ดีที่สุด การตกแต่ง เพียงเล็กน้อย ก็อาจจะดีได้ เท่ากับการตกแต่ง ที่ต้องใช้จ่ายของ อย่างฟุ่มเฟือย หรืออาจจะนำวิธี การตกแต่ง หลายรูปแบบ มาผสานกันได้ ถ้าสามารถ ทำให้สอดคล้อง และในขอบเขตที่สมควร

 

การวางแผนผังห้องนั่งเล่น

ห้องรับแขกจะเป็นห้องแรกที่เข้ามาถึง ควรมีขนาด 12 ตารางเมตรขึ้นไป แล้วแต่ขนาดของบ้าน เมื่อจะลงมือตกแต่งห้องใดก็ตาม อย่าได้พยายาม ซื้อหา ข้าวของในการตกแต่ง ก่อนที่จะมี การวางแบบแปลน ให้เรียบร้อย ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่ถูกต้อง และง่ายที่สุด ถ้าเราจะย้ายเข้ามาอยู่ ในบ้านที่ต้อง อยู่อาศัย เป็นเวลานาน ดังนั้นจึงควรวางแบบแปลน เพื่อให้ใช้ได้ ในระยะเวลานาน สิ่งที่ต้องพิจารณา อันดับแรก คือโครงสร้างของห้อง ว่าต้องมีการ ขยับขยาย หรือไม่ ถ้าต้อง มีการขยับขยายก็ต้องลงมือทำสิ่งนี้ก่อน แต่ถ้าไม่ต้องก็ดำเนินขั้นต่อไป คือ การสร้างตู้ และชั้นวางของ และติดตั้งระบบไฟฟ้า และระบบระบายอากาศ หรือปรับอากาศ ตามแบบแปลน ที่วางไว้ ก่อนที่จะเริ่มงานตกแต่ง เช่น การจัด เฟอร์นิเจอร์ ปูพรม และรายละเอียดอื่นๆ แต่ถ้าเรา เช่าห้อง หรือบ้านอยู่ วิธีการตกแต่งที่ดีที่สุด คือ คง

 

โครงสร้างเดิมไว้ให้มากที่สุด และแก้ไข ข้อบกพร่องต่างๆ ด้วยวิธีการของการตกแต่ง เช่น หน้าต่างที่ ใหญ่เกินไป ก็ติด บางส่วน ของหน้าต่าง ด้วยบังตา ถ้าหน้าต่างที่เล็กเกินไป อาจจะทำให้ดูกว้างขึ้นได้ ด้วย การติดกระจก

การจัดบริเวณนั่งเล่น

บริเวณนั่งเล่นเป็นส่วนสำคัญที่ใช้นั่งคุยกัน ดูทีวี ทานขนม เล่นเกมส์ อ่านหนังสือ และพักผ่อน ดังนั้นที่นั่ง ที่ใช้ควรจะสบาย และจัดวางอุปกรณ์ การเล่นให้อยู่ใกล้ๆ กับเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ ควรจะเคลื่อนย้ายได้ เพื่อให้เหมาะ กับการนำมาจัดใหม่ ในการ สังสรรค์กันแต่ละครั้ง ในกรณีที่เป็นห้องขนาดเล็ก แต่ถ้าเป็นห้องขนาดใหญ่ ควรใช้เฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ และเคลื่อนย้าย ไม่ได้หนึ่งหรือสองตัว นอกจากนั้น ควรจะเป็น เฟอร์นิเจอร์ที่มีน้ำหนักเบา ซึ่งสามารถนำมาตั้ง รวมกับเฟอร์นิเจอร์ประเภทแรก ได้เมื่อมีแขกมาเยี่ยม เป็นจำนวนมาก และเฟอร์นิเจอร์สมัยใหม่ ซึ่งดัดแปลง ใช้ได้หลายอย่าง จะช่วยเปลี่ยนแปลง ให้บรรยากาศ

 

การวางผังห้องนั่งเล่น

การจัดวางควรจะแยกออกจากบริเวณทางเดิน เมื่อมีคนเดินไปมาจะได้ไม่เป็นการรบกวนสมาธิ ของผู้ที่นั่งพักผ่อนอ่านหนังสือ พูดคุย หรือดูรายการ โทรทัศน์ การจัดวางหนังสือ แผ่นเสียง เทปคาสเซ็ท วิดีโอเทป หรืออุปกรณ์อื่นๆ ควรจัดวางในที่ที่หยิบใช ได้ง่าย จัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงาม จัดวางโต๊ะเตี้ยๆ สำหรับวางแก้วน้ำ ที่เขี่ยบุหรี่ และแมกกาซีนต่างๆ ไว้ในบริเวณที่นั่ง ติดตั้งโคมไฟ เพิ่มให้สว่างพอ และอยู่ในตำแหน่งที่ใช้นั่งอ่านหนังสือ เขียนหนังสืองานเย็บปักถักร้อย และงานอื่นๆ ที่ต้องใช้สายตา

เราควรคำนึงการประกอบกิจกรรมอื่นๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการวางแบบแปลนเลยทีเดียว เช่น การทำงาน เขียนหนังสือ ทำการบ้าน อ่านหนังสือ เหล่านี้ควรจะอยู่ในบริเวณที่สงบ ถ้าเป็นไปได้ควรจะจัดไว้ ในห้องนอน เช่นเดียวกันกับอุปกรณ์ ในการเย็บปักถักร้อย ขนาดใหญ่นั้นไม่เหมาะ ที่จะนำมาตั้งไว้ ในห้องนั่งเล่น แต่ถ้าจำเป็นจะต้องใช้งานจริงๆ ก็ใช้ในเวลาที่ไม่มีการใช้งานในห้องนี้ โต๊ะเก้าอี้ที่ใช้ ควรเป็นชุดเดียวกัน เพราะเมื่อมีการจับแยกชุด ไปไว้ห้องอื่นจะสังเกตได้

การจัดวางจุดสนใจในห้องนั่งเล่น

ห้องนั่งเล่นไม่ควรเป็นห้องที่น่าเบื่อ ฉะนั้นจึงควร มีการจัดจุดสนใจไว้ตามตำแหน่ง ต่างๆ ซึ่งในห้องหนึ่งๆ อาจมีการจัดทำได้หลายๆ วิธีร่วมกัน หรือนับเฉพาะ วิธีใด วิธีหนึ่งเท่านั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับความพอใจ ของเจ้าของ บ้านเอง การจัดวางกระถางต้นไม้ รวมกันและจัดไฟส่อง ในจุดนั้น ทำให้มีชีวิตชีวาในบริเวณนั้น ซึ่งเดิมเป็น บริเวณมุม ที่ค่อนข้างมืด หรือการจัดดอกไม้แห้ง ดอกไม้สด ไว้หน้ากระจก ทำให้สวยสะดุดตา มากยิ่งขึ้น แขวนโคมไฟที่สวยงามเป็นกลุ่ม โดยมีจุดประสงค์ เน้นทางด้านความงาม หรือจะเลือกที่สวยงาม มาสักชิ้นหนึ่ง ซึ่งอาจจะ เป็นโคมไฟแบบตั้ง นำมาตั้งไว้ ในตำแหน่งที่โดดเด่น และเรายังได้แสงสว่าง จากโคมไฟได้อีกด้วย

 

การจัดวางจุดสนใจในห้องนั่งเล่น

ภาพวาดด้วยสีต่างๆ นำมาติดในตำแหน่ง ที่กลมกลืน และสามารถชื่นชม ความงามของภาพ ได้ถ้ามีภาพที่สำคัญ หรือรัก เป็นพิเศษให้จัดไว้ ในตำแหน่งที่สำคัญ โดดเด่น และแยกจากภาพอื่นๆ ติดไฟสปอตไลท์ส่องภาพ และถ้ามี เฟอร์นิเจอร์ ที่พิเศษ เราอาจจะจัดไว้ใน ลักษณะ ที่คล้ายคลึงกันได้ ควรใช้ประโยชน์จากหนังสือดีๆ ที่เราอ่านอยู่ เป็นประจำ จัดหนังสือเหล่านี้ ไว้เป็น กลุ่มบนโต๊ะข้าง หรือโต๊ะเตี้ยสำหรับ วางของ แน่นอนที่สุด ผู้ที่ได้มา นั่งพักผ่อน หรือพูดคุยกัน ย่อมให้ความสนใจ และหยิบดูเพลินๆ เป็นการขจัดความเบื่อหน่าย ในการรอคอยได้ สำหรับนักสะสมของเก่า ของโบราณ ศิลปวัตถุหรือของจุกจิก จัดวางของเหล่านั้นให้สวยงาม และควรเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอๆ เพื่อให้เป็น จุดเด่นที่แปลก และน่าสนใจ หนังสือหายาก วัตถุโบราณ หินกรวด กล่องต่างๆ แก้วสวยงาม ตุ๊กตา เหยือก ยิ่งหาของที่แปลก ได้เท่าไรยิ่งดี บริเวณที่จัดวาง ไว้นั่นก็ดูยิ่งน่าสนใจมากขึ้น
ลวดลายประดับ ทางสถาปัตยกรรม เช่น ซุ้มประตู และลายปูนนั้น หรือลวดลายประดับเพดาน สิ่งเหล่านี้ เราควรจะรักษาเอาไว้ และซ่อมแซม ให้อยู่ในสภาพ ที่สมบูรณ์ อย่าตั้งเฟอร์นิเจอร์ บังความสวยงาม ของลวดลายเหล่านี้ และควรจัดแสงไฟ ให้ส่องสว่าง เน้นความงามในจุดเหล่านี้ โดยปกติแล้ว ในห้องนั่งเล่น มักจะตั้งโทรทัศน์ เป็นจุดศูนย์กลาง แต่โทรทัศน์ ไม่เป็น จุดศูนย์กลาง ที่ดีนัก เฉพาะอย่างเวลา ที่มีรายการ อีกประเภทหนึ่ง โทรทัศน์ อยู่ตรงกลาง แล้วล้อมรอบ ด้วยเฟอร์นิเจอร์ การและกิจกรรมอื่นๆ ไว้บนโต๊ะ ที่มีล้อเลื่อนเพื่อจะได้เคลื่อนย้ายออกไปได้ เมื่อไม่มีรายการโทรทัศน์ .

ห้องนั่งเล่นแบบทางการ

ห้องนั่งเล่น ที่เป็นทางการจะไม่ใช้ เพื่อกิจกรรมอื่น นอกจาก นั่งเล่น พักผ่อน พูดคุย ดังนั้นที่นั่งเล่น จึงเป็นส่วน ที่สำคัญที่สุด อาจจะตกแต่งด้วย แบบทันสมัย หรือในรูปแบบเก่า หรือจะผสมผสานระหว่าง ทั้งสองรูปแบบ บางครั้ง อาจตกแต่ง ไว้อย่างหรูหรา แต่ยังคงไว้ ซึ่งความสะดวกสบาย ถ้าเนื้อที่ในห้องนั้น อำนวย ควรตั้งโซฟาไว้หนึ่งหรือสองตัว และจัดวางเก้าอี้ ไว้หลายๆ ตัว เฟอร์นิเจอร์ทุกตัว จัดเข้ากลุ่มกัน อย่างเป็นทางการ ถ้าเป็นห้องรับรองที่ใหญ่มากๆ อาจจะจัด เฟอร์นิเจอร์ ไว้หลายๆ กลุ่ม โดยคำนึงว่า เก้าอี้ที่จัดไว้ ทุกตัว ใช้ประโยชน์ได้ สำหนับเก้าอี้ ที่มีน้ำหนักเบา อาจจะเคลื่อนย้าย จากกลุ่มหนึ่ง ไปอีกกลุ่มหนึ่งได้ ตามความจำเป็น แต่ เฟอร์นิเจอร์ ที่เป็นหลัก จะต้องตั้งไว้อย่างถาวร และไม่มี การเคลื่อนย้าย จากตำแหน่งเดิม โต๊ะเตี้ยที่จัดวางไว้ ให้หาต้นไม้ ที่เขี่ยบุหรี่ ขนาดใหญ่ แจกันดอกไม้ และสิ่งต่าง ๆ ที่สวยงามประทับไว้

ม่านควรตัดเย็บจากผ้าที่มีคุณภาพดี เช่น ผ้าไหมฝ้ายเนื้อดี ผ้าขนสัตว์ ในห้องสมัยใหม่นั้น สามารถแขวนม่านได้ทันที โดยไม่ต้อง ประดับประดาอะไรเพิ่มเติม แต่สำหรับห้องแบบเก่าควรจะใช้ ผ้าที่มีลายอดกไม้ มีการติด ฟู คิ้ว และ ครุย จับจีบหรือ ทำม่านย้อย ให้สวยงาม พื้นห้องควรจะเป็น พื้นไม้ปาร์เก้ หรือพรมตลอดห้อง
การตกแต่ง ควรเป็นแบบง่ายๆ แต่ทำอย่างดี อาจตกแต่งด้วย วอลล์เปเปอร์ ลายเรขาคณิตเล็กๆ ที่มีคุณภาพดี หรือ ผ้าแต่งผนัง ที่มีสีสันหลายหลาก หรือทาสีที่เป็นมันวาว บนโต๊ะเตี้ย เพื่อให้ดูเหมือน เป็นพื้นขัดระยิบระยับ หรือจะใช้ วิธีที่นิยมกัน คือทำลวด ลายหินอ่อน หรือวาดเป็นแต้ม ๆ ฯลฯ

 

รูปภาพไม่ว่า จะเป็นภาพพิมพ์สมัยใหม่ หรือภาพสีน้ำมัน ใส่กรอบสวยงามที่ดูภูมิฐาน แขวนในตำแหน่ง ที่ได้เลือกสรร ว่าเป็นจุดส่งเสริมให้เกิดความงาม ส่องไฟเหมือนกับการติดรูปแบบเก่า นั้นคือ จากสปอตไลท์ที่ติดเพดาน หรือ หลอดไฟยาว ที่ติดซ่อนไว้ใต้ชั้นวางของ หรือไฟจากโคมตั้งพื้น .

การตกแต่งห้อง ในรูปแบบชีวิตในเมืองนั้น อาจสิ้นเปลือง ค่าใช้จ่าย แต่เมื่องานสำเร็จออกมา จะดูสวยงาม และสะดุดเสมอ เราสามารถสร้าง สรรบรรยากาศภายในห้องออกมา ในรูปแบบ ของศิลปะยุคต่างๆ ตั้งแต่สมัยเก่า จนถึงยุค ของโพสต์โมเดิร์น ทั้งนี้ขึ้นกับรสนิยม และความกว้างใหญ่ ของห้องเป็นเกณฑ์ด้วย
เฟอร์นิเจอร์ลอยตัว ขนาดเล็กที่ง่าย ต่อการโยกย้าย และจัดใหม่ พร้อมด้วยโซฟาขนาดใหญ่ อีกหนึ่ง หรือสองตัว ก็เป็นสิ่งที่เพียงพอสำหรับการตำแต่ง ไม่ควรใส่เฟอร์นิเจอร์เข้าไป อย่างมากมายเกินพอดี จะทำให้ห้องรกรุงรัง อีกทั้งเป็นการกีดขวางทาง หาโต๊ะ ที่ออกแบบ อย่างสวยงาม ซึ่งทำด้วยวัสดุพลาสติก ลามิเนท แก้ว หรือไม้ นำมาลองตกแต่งดู ในห้องเล็กๆ เราควรจัดข้าวของต่างๆ เช่นหนังสือโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ เครื่องประดับตกแต่ง หรือแม้แต่การ จัดแสงสว่าง ต้องจัดให้มีระเบียบเรียบร้อย และให้ดู เหมือนการตกแต่งมิใช่วางเรียงกันไว้เฉยๆ เช่น วางเรียงในชั้นวาง หรือวางบนตู้ ซึ่งวางชิดผนัง ในห้องที่ตกแต่งอย่างไฮเทค หรือวางในตู้โชว์ ที่ด้านหน้าใส่กระจกใส ซึ่งการจัดนี้เราต้องคำนึง ถึงความสวยงามเท่าๆ กับเรื่องความสะดวกของการใช้

ในห้องนั่งเล่นที่มีผนังกว้าง เราอาจจะทำชั้นวางหนังสือให้ยาวตลอด หรือทำชั้นวางของตามรอบๆ ขอบประตูหน้าต่าง เพื่อใช้เนื้อที่ให้เป็นปะโยชน์เต็มที่ และควรจะมีการประดับ ด้วยม่านผ้าที่เผยให้เห็น รูปร่างหน้าต่างและคิ้ว ซึ่งจะทำ หน้าต่างดูสมบูรณ์ หรือถ้าเราต้องการจะติดผ้าม่านให้ปกปิดวิวภายนอก ที่ไม่สวยงาม แต่ต้องการ ให้มีแสงสว่าง ลอดเข้ามาก็ให้ใช้ผ้าม่านแบบโปร่งใสเพื่อที่ จะปิดไว้ได้ตลอดเวลา เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยง ไม่ให้เห็นฝุ่นละอองที่จับตามข้างฝาได้งาย การบุผนังก็ควรใช้วอลล์เปเปอร์ ลายดอกไม้สีซีดๆ เพราะนอกจากจะได้ประโยชน์ดังข้างต้นแล้ว ยังได้บรรยากาศห้อง ที่คลาสสิก และง่ายต่อ การตกแต่ง อีกด้วย หรือถ้าในบุคคลที่ ชอบความท้าทาย รุนแรง อาจจะให้พลาสติกลามิเนท แผ่นพลาสติก หรือทาผนังด้วยสีน้ำมัน ที่เป็นเงาที่สามารถเช็ดได้ หรือติดกระจกแก้ว หรือกระเบื้องก็ได้
การปูพื้นจะใช้วัสดุชนิดไหน อาทิ พรม ไม้ หรือ ปาร์เก้ ก็ควรปูให้ตลอดห้อง เพื่อให้ความสะดวกสบาย อย่างเต็มที่ไม้ประดับควรจะใช้ต้น ที่มีขนาดใหญ่สวยงาม แทนที่จะตกแต่งด้วยกระถางเล็กๆ เพื่อให้บรรยากาศในห้อง ใกล้ชิดและอบอุ่นขึ้น การเลือกรูปภาพ และสิ่งประดับอื่นๆ ก็ควรจะเลือกให้มีลักษณะสอดคล้อง กับรูปแบบ ที่ใช้ในการแต่งห้อง และเนื่องจาก อาคารส่วนใหญ่ ที่อยู่ในเมือง มักจะต้องใช้แสงสว่าง จากไฟฟ้าในเวลากลางวัน ดังนั้นจึงควรเลือกโคมไฟ ที่ใช้อย่างพิถีพิถันที่ดูน่าสนใจ และอาจจะใช้หลายๆ แบบในห้องเดียวกันได้ แต่ก็ควรให้มีลักษณะ กลมกลืนกัน

 

บ้านที่อยู่นอกเมือง มักมีห้องที่กว้างขวาง พอที่จะจัดตกแต่ง ให้มีความรู้สึกโปร่งโล่ง และผ่อนคลาย ได้มากกว่า โต๊ะขนาดใหญ่ เก้าอี้แบบโซฟา ที่นุ่มสบาย ขนาดใหญ่ ชั้นวางของที่กว้างขวาง เราสามารถ ลำเลียงเข้ามาใช้ได้ โต๊ะติดผนังที่มีขนาดยาว เพื่อใช้เป็นที่วางรูปของครอบครัว ไม้แกะสลัก รูปปั้น ดินเผา แบบเคลือบด้าน หรือไม่เคลือบ และอื่นๆ ถ้าจะตั้งโต๊ะอาหาร ในห้องนั่งเล่น ควรจะตั้งโต๊ะ อาหารขนาดใหญ่ ที่สามารถรองรับ กลุ่มคนได้มาก และหลีกเลี่ยง การใช้วัสดุพวกโลหะ หรือพลาสติกต่างๆ เพื่อให้รับกับบรรยากาศนอกเมือง ควรจะใช้ไมใน การตกแต่ง ให้มากที่สุด วัสดุที่มาจากธรรมชาติ ทุกชนิด เหมาะสำหรับการตกแต่งประเภทนี้ เช่น กระเบื้องหินกาบ หินปูพื้นและอิฐ ถึงแม้ราคาจะแพง แต่ก็ดูสวยงาม เข้าบรรยากาศ และใช้ได้นาน จะใช้พรมทอมือ ที่มีลวดลายคลาสสิก หรือใช้เสื่อที่ทอ ด้วยกกสานด้วยใบเตย วัสดุธรรมชาติอื่นก็ได้ ในการปูพื้น ซึ่งหาได้ง่ายในท้องถิ่นและราคาไม่แพง

 

ผ้าม่านควรใช้ผ้าฝ้าย หรือมู่ลี่ไม้ไผ่ ถ้าเป็นผ้าควรมีลวดลายเรียบๆ แขวนอยู่บนราวไม้ ไม่ควรแต่งลวดลาย ด้วยการปักช่อดอกไม้ อย่างวิจิตร ไม่ติดพู่ระย้า และชายครุยแต่อย่างใด เพราะการประดับประดาเช่นนั้น จะให้ความรู้สึกหรูหราและมีแบบแผนเกินไป ผนังอาจจะสร้างมาจาก อิฐสะอาดๆ ไม่ฉาบปูน หรือสร้างจากหิน ซึ่งอาจจะเสริมบรรยากาศ การตกแต่ง ด้วยการสเตซิลสีอ่อนๆ หรือทาสีแล้วขัดลายออก ให้เห็นเนื้อไม้ธรรมชาติ หรือในกรณีที่มีเด็กเล็กๆ เพื่อเป็นการป้องกัน มิให้เปื้อนง่าย ก็สามารถติด วอลล์เปเปอร์สีอ่อนๆ ที่สามารถเช็ดถูทำความสะอาดได้
แสงไฟไม่ควรให้แสงที่สว่างเจิดจ้า ควรให้มี จุดกำเนิดแสงเป็นจุดๆ เน้นในจุดที่ใช้งาน และอาจเพิ่ม บรรยากาศด้วยการใช้เทียนสวยๆ หรือตะเกียงน้ำมัน แต่ทั้งนี้จะต้องระมัดระวัง อุบัติเหตุจากเพลิงไหม้ด้วย การประดับประดา ควรใช้แจกันขนาดใหญ่ ปักด้วยดอกไม้ หรือดอกไม้ใบไม้แห้งช่อใหญ่ ที่จัดไว้ในภาชนะ ที่หาได้ในท้องถิ่น หรือนำช่อดอกไม้ ใบไม้แห้ง มาเข้าช่อและติดผนัง หรือต้นเสาก็ได้ ภาพที่ใช้ประดับผนัง ควรเป็นภาพจากธรรมชาติ เช่น ดอกไม้ ทิวทัศน์ในชนบท หรือภาพถ่าย ของสมาชิก ในครอบครัว สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงก็คือ ไม่ควรนำภาพ สมัยใหม่ ในรูปแบบของนามธรรม หรือรูป ของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่เข้าไปแขวน เพราะจะให้ความรู้สึก ที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง

รูปแบบในการตกแต่ง

ที่เก็บของ ตู้หรือชั้นเก็บของทำให้ห้องนั่งเล่น สามารถบรรจุอุปกรณ์ และสิ่งของต่างๆ ไว้ได้อย่างมากมาย ทำให้สะดวกและ เป็นระเบียบ เรียบร้อย ที่เก็บของนี้ สามารถขยาย หรือต่อเติมได้ตามกำลังทรัพย์ และความจำเป็นซึ่งมีขายตามท้องตลาด หรือสั่งทำได้ ตามร้านรับสั่งทำทั่วไป ห้องนั่งเล่น คือห้องพักผ่อน ไม่ว่าเราจะตกแต่งห้อง ในรูปแบบและศิลปะแบบใด ไม่ว่าเราจะอยู่ ในเมืองใหญ่ หรือชนบท ห้องรับแขก/นั่งเล่นจัดขึ้น เพื่อจุดประสงค์อย่างเดียวกัน คือ เป็นที่สำหรับ การพักผ่อน เราจึงควรตกแต่ง ให้ดูดีและสบาย ถ้ารู้ตัวว่าเป็นคนที่ไม่รักษา ข้าวของ ก็ไม่ควรใช้เฟอร์นิเจอร์ที่บอบบาง และสามารถถอด สิ่งต่างๆ อาทิ ม่าน พรม ที่หุ้มเบาะต่างๆซักได้ง่าย

ในการตกแต่งห้องควรคำนึงถึง การดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น อย่าขัดพื้นจนมันวาว ถ้าภายในบ้าน มีคนสูงอายุ และเป็น โรคไขข้ออักเสบ และคงไม่มีประโยชน์อันใด ถ้าเราปลูกต้นไม้ไว้ในบ้าน แต่กลับไม่มีเวลาอยู่บ้าน เพื่อชื่นชมหรือ ดูแล
ตรวจดูการติดตั้ง หลอดไฟ ว่าอยู่ในระดับที่ส่องจ้า เข้าตาจนเกินไปหรือไม่ และควรจะมีแสงไฟ สำหรับการอ่านหนังสือ เย็บผ้า เล่นเปียโน และอื่นๆ เพื่อป้องกันสายตาเสีย หรืออาจปล่อยแสงแดด เข้ามาในห้อง วางเก้าอี้ โต๊ะเขียนหนังสือ หรือเปียโน โดยหันหลังให้หน้าต่าง เพื่อให้แสงส่องข้ามไหล่เข้ามา สีเข้มเป็นสี ที่เหมาะกับห้องที่ไม่ใช้บ่อยนัก สีอ่อนๆ หรือสีเทาอ่อน ผ้าพิมพ์ดอกสีจางผืนใหญ่ และผ้าม่านสีจางเรียบ จะทำให้เกิดความรู้สึกที่ผ่อนคลาย ได้มากกว่า ไม่ตกแต่งห้องจนรกเกินไป การตกแต่ง ด้วยเฟอร์นิเจอร์เพียงแต่น้อย และนั่งสบาย ประดับประดาด้วยเครื่องประดับอื่นๆ เช่น แจกัน กระถาง และของที่ระลึกต่างๆ จะทำให้ห้องเป็นห้อง ที่สบายและผ่อนคลายได้มากที่สุด

การติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้า

อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ในห้องนั่งเล่น นอกจากโคมไฟต่างๆ แล้ว ยังมีอุปกรณ์สำหรับสันทนาการเช่น เครื่องเสียง และโทรทัศน์ และในปัจจุบัน ยังเพิ่มเติมด้วย เครื่องเล่น-บันทึกวีดีโอ วีดีโอเกมส์ และคอมพิวเตอร์ ที่ได้รับการพัฒนา เพื่อนำเข้ามาใช้ภายในบ้าน การติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้า มีความสำคัญและมีผลกระทบ ต่อการตกแต่งส่วนอื่นๆ ของห้องเช่นกัน ฉะนั้นจึงต้องมีการวางแผนผังระบบไฟฟ้า และเตรียมติดเต้าเสียบไฟฟ้า ในตำแหน่ง และจำนวนที่ต้องการให้เพียงพอ บ้านที่กว้างขวางมีห้องหลายห้อง สามารถแยกห้องฟังเพลง ออกจากห้องนั่งเล่นได้ โดยต้องคำนึง ความกว้าง-ยาวและสูง ของห้องให้อยู่ใน ระยะที่ไม่ทำให้เกิดเสียงสะท้อน

การแยกห้องออกมาต่างหากยังสามารถเป็น วัสดุป้องกันการสะท้อน ของเสียงที่ผนังได้อีกด้วย เมื่อประกับเครื่องเสียง และลำโพง ที่มีคุณภาพแล้วละก็ ทำให้ห้องฟังเพลงที่สมบูรณ์แบบเลยทีเดียวโทรทัศน์สีดำ และเทานั้น เหมาะกับติดตั้ง ภายในบ้าน มากกว่าสีอื่น และควรให้อยู่ในตำแหน่ง ที่กลมกลืน กับชั้นวางของ หรือเฟอร์นิเจอร์อื่น ไม่ควรที่จะจัดตั้ง ให้อยู่บนตู้ หรือโต๊ะที่ทำขึ้นมา ให้โดดเด่นต่าง จากส่วนอื่นๆ อย่างชัดเจน เพราะทำให้รู้สึกเหมือนว่า เป็นแท่นบูชา ประจำบ้านไป สำหรับบ้านที่มีเนื้อที่จำกัด การติดตั้งโทรทัศน์ และเครื่องเสียง ไว้ภายในห้องเดียวกัน เป็นเรื่องที่จำเป็น ซึ่งอาจจะช่วย ให้คล่องตัวได้ด้วย การวางโทรทัศน์ไว้บนโต๊ะหมุน ที่ปรับทิศทางไดิเป็นพิเศษ เพื่อหมุนย้านทิศทาง ตามการเคลื่อนย้ายของตนได้ เช่น จากโต๊ะอาหาร ไปนั่งพักผ่อนที่เก้าอี้และโซฟานั่งเล่น

เครื่องเรือนในห้องรับแขกประกอบด้วย

  • เก้าอี้ยาว ขนาด 0.50 x 1.50 เมตร ความสูง 0.38-0.40 เมตร เป็นเก้าอี้มีพนักและเท้าแขนนั่งได้ 2-3 คน
  • เก้าอี้เดี่ยว ขนาด 0.50 x 0.50 เมตร ความสูง 0.38-0.40เมตร นิยมแบบมีพนักและเท้าแขนเช่นเดียวกับเก้าอี้ยาว แต่นั่งได้คนเดียว
  • โต๊ะกลาง ขนาด 0.60-0.65 x 0.80 เมตร สูง 0.40 เมตร ใช้สำหรับวางแจกัน หนังสือพิมพ์ ฯลฯ
  • โต๊ะเล็ก ขนาด 0.40 x 0.40 เมตร สูง 0.40 เมตร ใช้วางแก้วน้ำ ที่เขี่ยบุหรี่ หรือโคมไฟเฉพาะแห่ง

นอกจากนี้ ยังมีสิ่งตกแต่งอื่น เช่น ตู้โชว์ โคมไฟ แจกกันดอกไม้ ต้นไม้ พัดลม ฯลฯ โดยขึ้นกับ ความจำเป็นของแต่ละบ้าน เพราะห้องรับแขก อาจใช้เป็นห้องพักผ่อนของคน ในบ้านด้วยก็ได้

การจัด

การจัดห้องรับแขกโดยทั่วไปจัดได้ 2 แบบ คือ

  1. แบบนั่งบนพื้น โดยปูเสื่อหรือพรม มีเบาะนั่งหลาย ๆ ใบและหมอนสามเหลี่ยมหรือหมอนอิงเพื่อให้นั่งสบายขึ้น และมีโต๊ะไว้สำหรับวางของ
  2. แบบนั่งเก้าอี้ มีการจัดหลายวิธีดังนี้
    ก. จัดเก้าอี้ยาวและเก้าอี้เดี่ยวเป็นวงรอบ มีโต๊ะรับแขกอยู่ตรงกลาง
    ข. จัดเก้าอี้ยาวไว้ตรงกลางมีเก้าอี้เดี่ยววางขนาบทั้งสองข้างและให้โต๊ะรับแขกตั้งอยู่หน้าเก้าอี้ยาว
    ค. จัดเข้ามุมเหมาะกับห้องขนาดเล็กวางเก้าอี้ยาวสองตัวตั้งฉากกัน หรือวางเก้าอี้ยาวหนึ่งตัวตั้งฉากกับเก้าอี้เดี่ยวสองตัว ตั้งโต๊ะรับแขกหน้าเก้าอี้ยาว
    ง.จัดเป็นสี่เหลี่ยมวางเก้าอี้ยาวหนึ่งตัวหันหน้าเข้าหาเก้าอี้เดี่ยวสองตัว ทำมุมฉากกับหน้าต่างหรือเครื่องเรือนอื่น เช่น ตู้โชว์ ตู้หนังสือเป็นต้น

ในยุคก่อน วัสดุส่วนใหญ่ที่ใช้ทำเครื่องเรือนมักทำด้วยไม้เนื้อดี เช่น ไม้สักที่เน้นให้เห็นลายไม้ที่สวยงาม เครื่องหวายเป็นต้น แต่ในปัจจุบัน เครื่องเรือนที่เป็นหนัง มีบทบาทมากขึ้น และเหมาะกับห้องที่ติดตั้ง เครื่องปรับอากาศ นอกจากการ คำนึงถึง สีของผนังห้อง และ เครื่องเรือนแล้ว ถ้ามีการปูพรม และ ติดผ้าม่าน ก็จำเป็นต้องเลือก พิจารณาให้กลมกลืนกันด้วย

สำหรับบ้านที่มีเนื้อที่ค่อนข้างมาก มักนิยมแยก ห้องพักผ่อนออกจาก ห้องรับแขก ห้องพักผ่อน มีไว้สำหรับการพักผ่อนรวมกันของทุก ๆ คนในครอบครัว อาจเป็นช่วงวันหยุด เพื่อทุกคนในบ้านจะได้ใช้เป็นที่สนทนา ดูโทรทัศน์ ฟังเพลง หรือเล่นเกมด้วยกัน อาจใช้ตอนรับแขกที่สนิทสนม เป็นพิเศษได้ด้วย กรณีอยู่คนเดียว ห้องพักผ่อนก็ยังเป็น ห้องพักผ่อนส่วนตัว ซึ่งเป็นคนละส่วนกับ การพักผ่อน ในห้องนอน โต๊ะเล่นเกม ขนาด 0.60 x 0.60 เมตร สูง 0.50-0.75 เมตร
นอกจากนี้ อาจมีโต๊ะทำงาน หรือ อ่านหนังสือ มุมสำหรับแม่บ้านทำงานเย็บปักถักร้อย เก้าอี้น้ำหนักเบา หรือ เก้าอี้นั่งครึ่งนอน เพื่อพักผ่อนสบาย ๆ
การจัด หากในห้องพักผ่อน มีกิจกรรมหลาย ๆ อย่างก็ควรแยกเป็นมุม เช่นการพูดคุย และการเพลิดเพลิน กับ สิ่งบันเทิง จะอยู่ใกล้กัน เพราะไม่ต้องใช้แสงสว่างมาก ส่วนการอ่านหนังสือ การทำงาน การเล่นเกม จะอยู่ด้านเดียวกัน โดยมีแสงสว่างเฉพาะที่บริเวณนั้น ๆ ที่สำคัญคือห้องต้องไม่มีเครื่องเรือนและอุปกรณ์ต่าง ๆ มากจนคับแคบ เกินไป จุดสำคัญของห้องนี้ ไม่ได้อยู่ที่ การจัดเครื่องเรือน ให้เข้าชุดกัน แต่อยู่ที่การแบ่งเนื้อที่ให้เกิด ประโยชน์ใช้สอย และ สะดวกสบาย ออกแบบบริเวณบ้าน

 

 

มาทำความรู้จักกับ seo กันเถอะ รวมคำศัพท์

มาทำความรู้จักกับ
มาทำความรู้จักกับ
มาทำความรู้จักกับ

มาทำความรู้จักกับ seo กันเถอะ รวมคำศัพท์ วันนี้เราจะพามาทำความรู้จักกับ seo และเจาะลึกประโยชน์ที่ใช้ seo

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization ถ้าแปลแค่ชื่อจะมีความหมายว่า การปรับให้เข้ากับระบบค้นหา ส่วนคำอธิบายยาวๆ คือ การปรับเนื้อหาให้ถูกค้นเจอผ่านระบบค้นหาแบบ Organic

SEM คือ อะไร?

SEM ย่อมาจาก Search Engine Marketing หรือการตลาดด้วยการโปรโมทลิงค์เว็บ ให้ถูกมองเห็นมากขึ้นในระบบค้นหา โดยมีการจ่ายเงินโดยตรงร่วมด้วย

โดยปกติแล้ว SEO ก็คือส่วนหนึ่งของ SEM  แต่ SEM จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ SEO และ PPC โดยการทำ SEO จะช่วยส่งเสริม PPC อีกที ทำให้การทำ SEM ดีขึ้น ดังนั้น SEM ส่วนมาก จึงเป็นการทำ PPC และ SEO ไปพร้อมกัน

PPC คือ อะไร?

ทีนี้ PPC คืออะไร PPC ย่อมาจาก Pay Per Click คือ การจ่ายเงินเพื่อโฆษณาลิงค์เว็บไซต์บนหน้าผลการค้นหา ถ้ามีผู้ใช้งานคลิกเว็บไซต์ที่ขึ้นในพื้นที่โฆษณา หรือบริเวณ Paid result บนรูปตัวอย่างข้างบน เจ้าของเว็บไซต์ก็จะเสียเงินค่าคลิก

นอกจากจำนวนคลิก ราคาค่าคลิกยังขึ้นอยู่กับคำค้น (Keyword) ที่เลือกใช้ คำค้นเหล่านี้มาจากการประมูล (bidding) ของผู้ทำ PPC หลายๆ เว็บไซต์ ซึ่งคำค้นที่มีแนวโน้มคนคลิกเยอะมักจะต้องแข่งขันกับเว็บอื่นมาก ราคาก็จะยิ่งสูงตามไปด้วย

 

ใช้ SEO เมื่อใด

  1. เว็บไซต์มีพื้นที่ในเว็บสำหรับสร้างเนื้อหาแบบ Organic (เนื้อหาเชิงข้อมูลความรู้) เช่น blog
  2. คุณรู้จักตลาดของผลิตภัณฑ์ที่ขายดีอยู่แล้ว ต้องการเพิ่มคุณค่าระยะยาวให้กับเว็บไซต์ และรู้ว่าในอนาคตจะมีความต้องการคุณค่านี้ เช่น ทำเว็บไซต์ขายวัตถุดิบทำเบเกอรี่ แล้วให้ความรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบต่างๆ
  3. กลุ่มเป้าหมายของเว็บไซต์ มักใช้เวลาเป็นสัปดาห์หรือเดือน ค้นหาและศึกษาข้อมูลก่อนซื้อสินค้าหรือบริการ เช่น สินค้าราคาแพง
  4. ค่าใช้จ่ายการทำ PPC สูงมากตลอดเวลา
  5. ธุรกิจและเว็บไซต์ของคุณเริ่มเข้าที่แล้ว และมีคุณค่าความน่าเชื่อถือ (Domain Authority) ในระดับหนึ่ง
  6. เว็บไซต์มีการปรับเสริมเติมแต่งจนดีในระดับหนึ่ง และได้ผลค่อนข้างดีในการค้นหาแบบ Organic

ใช้ PPC เมื่อ

  1. เว็บไซต์คู่แข่งจำนวนมากใช้คำค้นที่คุณจะใช้เหมือนกัน
  2. คุณยังไม่รู้จักตลาดของตัวเองดีพอ และต้องการจะทดสอบไอเดียของตัวเอง หรือสินค้าและบริการ เช่น สินค้าใหม่ไ่เคยมีใครทำมาก่อน
  3. ลูกค้าของธุรกิจนี้รู้ดีว่าต้องการอะไร และมีพฤติกรรมค้นหาสินค้าเลย แล้วเมื่อเจอก็ซื้อทันที
  4. ค่าใช้จ่ายการทำ PPC ไม่สูงมาก หรือมีราคาขึ้นลงบ้าง หรืออยู่ในงบประมาณการทำโฆษณาที่คุณจ่ายได้
  5. เพิ่งสร้างธุรกิจบนพื้นที่ออนไลน์ ยังไม่ค่อยมั่นคงบนออนไลน์
  6. เว็บไซต์ยังต้องปรับปรุง SEO ค่อนข้างมาก

 

 

รวมคำศัพท์ seo

1. SEO การปรับปรุงเว็บไซต์ให้ติดหน้าค้นหาของ Google ค้นหาใน Google แล้วเจอเว็บไซต์ของเราตั้งแต่หน้าแรกคือดีที่สุด หรือเจอเว็บเป็นลิงค์อันดับต้นๆ ที่ขึ้นมาคือยอดเยี่ยม โดยคำศัพท์ SEO ย่อมาจาก Search engine optimization

2. Keyword คำที่ใช้ค้นหาใน Google จะเป็นคำ กลุ่มคำ หรือประโยคยาวๆ ก็เรียกรวมกันว่า keyword คนทำเว็บไซต์ควรใช้ keyword (คีย์เวิร์ด) อะไรเพื่อสร้างบทความหรือเนื้อหา? keyword ที่ใช้จะเป็นคำว่าอะไรก็ได้ขึ้นอยู่กับประเภทของเว็บไซต์นั้น แต่ต้องเป็นคำที่ “คนส่วนใหญ่ใช้ค้นหาใน Google” ซึ่ง WOW จะแนะนำต่อไปในเรื่อง “เครื่องมือค้นหา Keyword”

3. Search Engine ระบบซอฟต์แวร์ (Software System) หรือโปรแกรมที่ใช้ในการค้นหาเว็บไซต์ เช่น Google, Yahoo, Bing สำหรับบ้านเรา คนส่วนใหญ่นิยมใช้ Google เป็นเครื่องมือค้นหามากถึงประมาณ 99% (ข้อมูลจากเว็บไซต์สถิติ Statcounter Global Stats)

4. URL ที่อยู่เว็บไซต์ ที่อยู่อินเตอร์เน็ต Url ย่อมาจากคำว่า Uniform Resource Locator เช่น https://www.weon.website คือที่อยู่เว็บไซต์ของเว็บ We On Website (WOW)

5. Slug ส่วนหนึ่งของ URL ที่ระบุหน้าต่างๆ บนเว็บไซต์ มักจะอยู่ต่อหลัง URL อาจจะเป็นชื่อของหน้าเว็บไซต์ หรืออาจจะเป็นเลขรหัสที่เว็บไซต์จัดทำเองโดยอัตโนมัติ

6. SERP หน้าที่แสดงผลจากการค้นหาใน Google เมื่อเราพิมพ์ Keyword ใน Google แล้วกดปุ่ม enter แล้วข้อมูลเว็บต่างๆ ขึ้นมาให้เลือก นั่นแหละคือ SERP คำว่า SERP ย่อมาจาก Search Engine Result Page

7. Web page หน้าเว็บหน้าหนึ่งในเว็บไซต์ (Website) หรือจะพูดอีกอย่างได้ว่า เว็บไซต์ คือ การรวมของ Web page (เว็บเพจ) หลายๆ หน้า

8. On-Page SEO การปรับปรุงเว็บเพจของเราให้ติดในหน้าการค้นหา Google หรือมีคนคลิกเข้ามาในหน้าเว็บเพจของเรา ทำได้ทั้งการปรับหัวข้อ เนื้อหา ภาพ ฯลฯ

9. Off-Page SEO การดำเนินการบนที่ใดก็ได้ในโลกอินเตอร์เน็ตแต่ไม่ใช่บนเว็บของเรา แต่ส่งผลต่อเว็บของเรา หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นการทำ Backlink

10. ฺBacklink ลิงค์ของเว็บไซต์หนึ่งที่อยู่บนเว็บไซต์อื่น เช่น ลิงค์ของเว็บไซต์เราไปปรากฎอยู่บนเว็บไซต์ของนาย A ซึ่งถ้าเว็บของนาย A เป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ จะช่วยให้เว็บไซต์ของเราติดในหน้า Google ในลำดับที่ดีขึ้น

11. Algorithm ระบบการทำงานหรือการคิดผลลัพธ์ต่างๆ Algorithm อ่านว่า อัลกอริทึ่ม (Al-go-ri-thm) เรามักจะได้ยินคำว่า “Google ปรับ Agorithm” ส่วนใหญ่หมายความว่า Google ปรับระบบการแสดงผลลัพธ์การค้นหา

12. Crawl ขั้นตอนที่ Search engine ค้นเจอและเข้าไปตรวจดูเว็บเพจต่างๆ เพื่อนำไปคำนวณและจัดอันดับหน้าเว็บเพจนั้นๆ ในการค้นหา (Crawl อ่านว่า ครอว์)

13. Snippet กล่องแนะนำเว็บเพจที่ขึ้นมาด้านข้างซ้ายหรือขวาของ Google เวลาที่พิมพ์ keyword และกดค้นหาไป โดย Google จะเลือกเว็บเพจที่ระบบคิดว่า ตรงกับสิ่งที่ Keyword ตามหาที่สุด

14. Organic การทำเว็บหรือผลลัพธ์ของการทำเว็บ ที่ไม่ได้ใช้เงินจ่ายให้ Google ตรงๆ เช่น Organic Traffic แปลว่า จำนวนคนเข้าเว็บเพจหรือเว็บไซต์ที่เกิดจากการปรับโครงสร้างหรือข้อมูลต่างๆ ของเว็บโดยตรง เป็นศัพท์ SEO ที่เจอบ่อยมากๆ อีกตัวหนึ่ง

15. Google Search Console ระบบฟรีของ Google ที่ให้เจ้าของหรือผู้ดูแลเว็บไซต์ไว้ดูผลลัพธ์ของการทำเว็บของเรา ว่ามีอะไรต้องทำเพิ่มหรือลบแก้ไขไหม

16. Internal Link ลิงค์อื่นๆ ในเว็บไซต์เดียวกัน

17. External Link ลิงค์ที่มาจากเว็บไซต์อื่น

18. Sitemap แผนผังเว็บไซต์ หรือหน้ารวมลิงค์ทั้งหมดของเว็บไซต์ ที่เราทำขึ้นเพื่อให้ Google หรือ Search engine ใดๆ เข้ามาเก็บข้อมูลเว็บของเราไปจัดอันดับใน Search engine ได้สะดวกขึ้น

19. Keyword Difficulty ระดับความยากง่ายของ Keyword ที่ใช้ ในเครื่องมือหา Keyword จะบอกว่า Keyword แต่ละตัว มีระดับความยากง่ายแค่ไหน โดย Keyword ที่มีตัวเลขสูง แปลว่ามีเว็บอื่นใช้เพื่อแข่งกันติดอันดับ Google สูง

20. Keyword Planner โปรแกรมค้นหา Keyword ที่คนใช้เยอะเพื่อวางแผนสร้างเนื้อหาบนเว็บไซต์ อาจมีชื่อเรียกว่า Keyword Research Tool/ Keyword Explorer ก็ได้ โปรแกรมแบบนี้สามารถดูข้อมูลของเว็บตัวเองหรือเว็บคู่แข่งที่เราอยากรู้ก็ได้

21. Long-tail keyword Keyword ที่ประกอบด้วยคำตั้งแต่ 3 คำขึ้นไป เช่น เสื้อยืดผู้หญิงสีแดง = เสื้อยืด + ผู้หญิง + สีแดงLong-tail keyword จะค่อนข้างเฉพาะเจาะจง มักจะมีคู่แข่งน้อยหรือ Keyword Difficulty ต่ำ

22. Search volume ระดับการค้นหาของ Keyword แต่ละตัวของคนที่ใช้งาน Google โปรแกรมค้นหา Keyword ส่วนใหญ่มักจะแบ่งเป็นรายเดือน

23. Meta Description ย่อหน้าสรุปใจความสำคัญของเว็บเพจนั้นๆ เวลาค้นหาใน Google ข้อมูลที่ปรากฎขึ้นมาจะประกอบด้วย ชื่อเรื่อง, ลิงค์เว็บเพจ และ Meta Description

24. Keyword stuffing การใส่ Keyword ในหน้าเว็บเพจในปริมาณมากเกินไป ก่อนหน้านี้เป็นกลยุทธ์ยอดนิยมในการทำ SEO กระทั่งภายหลัง Google พัฒนา Agorithm ให้ตรวจหาการทำ Keyword stuffing แม่นยำมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เว็บเพจที่ถูกจับว่า Keyword stuffing ถู กตัดสินว่าเป็นเว็บเพจที่ไม่มีคุณภาพและไม่เหมาะสมที่จะติดอันดับการค้นหาบน Google ได้

25. Redirect เว็บเพจเปลี่ยน URL เช่น เราต้องการเข้า www.111.com เมื่อใส่เข้าไปในหน้า browser มันกับพาเราไปที่ www.222.com เรียกว่าการ redirect

 

SEO สำคัญต่อธุรกิจออนไลน์อย่างไร

การทำตลาดด้วย SEO (SEO Marketing) คือกระบวนการทำตลาดออนไลน์ ซึ่งโฟกัสกับการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ โดยมุ่งหวังให้เว็บไซต์หรือสื่อออนไลน์ (รูปภาพ วิดีโอ) ของเรา จะปรากฏเป็นลำดับต้นๆในผลการค้นหา [ยิ่งอันดับหนึ่งหน้า1 ยิ่งดี]

ในปัจจุบัน Search Engine อย่าง Google , Yahoo , Bing คือหนึ่งในเว็บไซต์ที่มีคนใช้งานมากที่สุดในโลก และส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างมาก ดังข้อมูลข้างล่าง

 

SEO vs SEM

เรื่องต่อไปที่นักการตลาดต้องเข้าใจคือ คำว่า SEO กับ SEM หรือ Search Engine Marketing แตกต่างกันอย่างไร

ทำไมต้องเข้าใจความแตกต่างของคำทั้งสองข้างต้น เพราะ SEO กับ SEM ไม่เหมือนกัน นักการตลาดหรือเจ้าของธุรกิจต้องเลือกใช้สอดคล้องกับเป้าหมายและระยะเวลาดำเนินการที่มี

โดย SEO นั้นคือการทำตลาดผ่าน Search Engine ซึ่งโฟกัสเฉพาะ Organic Traffic ส่วน SEM เป็นการทำตลาดผ่านระบบ Search ที่ครอบคลุมทั้ง Organic & Paid Traffic รวมกัน

 

ประโยชน์ของการทำ SEO 

  1. ช่วยให้ธุรกิจหรือแบรนด์เป็นที่รู้จัก (Brand Awareness) ตลอดจนสินค้าและบริการ
  2. ช่วยเพิ่มจำนวนเยี่ยมชมเว็บไซต์ (Website Traffic) ได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
  3. ช่วยให้แบรนด์ดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย (Visitor Targeting) ที่ตรงกับสินค้า/บริการ หรือคอนเทนต์ของเว็บไซต์ได้ด้วยการเลือกใช้ Keyword
  4. ช่วยเพิ่มอัตราผลลัพธ์มุ่งหวัง (Conversion Rate) ไม่ว่าจะเป็นยอดขาย ยอดกรอกฟอร์ม ยอดสมัครติดตาม ฯลฯ เพราะกลุ่มที่ค้นหามีความสนใจหรือความต้องการอยู่แล้ว (Quality Traffic)
  5. ช่วยประหยัดงบการตลาดและงบโฆษณา (Save Money) เพราะต้นทุนต่ำกว่าการทำการตลาดกลยุทธ์อื่นๆ มาก
  6. ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ (Authority) ให้กับแบรนด์ พร้อมช่วยให้แบรนด์ดูมีความเชี่ยวชาญในสิ่งที่ทำมากขึ้น
  7. ช่วยให้แบรนด์หรือธุรกิจเติบโต (Business Growth) มีกำไรมากขึ้นจากผลลัพธ์ที่สูงขึ้นและค่าใช้จ่ายลดต่ำลง

 

ทำ SEO ให้ติดอันดับต้นๆ 

  1. เข้าใจหลักการทำงานของ Search Engine
  2. ทำ Keyword Research หาและเลือกคำค้นมาใช้กับเว็บไซต์
  3. เข้าใจ Site Structure หรือโครงสร้างเว็บไซต์ที่ดีต่อ SEO
  4. ปรับแต่งเว็บเพจให้มีติดอันดับ  (On – Page SEO)
  5. ทำ Link Building เรียก Backlink คุณภาพ
  6. ตรวจสอบอันดับบน Search Engine รับทำ SEO

การจัดวางฮวงจุ้ยห้องนอน ห้องนอนเป็นบริเวณที่เราใช้เวลาอยู่มากที่สุดในบ้าน

การจัดวางฮวงจุ้ยห้องนอน
การจัดวางฮวงจุ้ยห้องนอน
การจัดวางฮวงจุ้ยห้องนอน

การจัดวางฮวงจุ้ยห้องนอน ห้องนอนเป็นบริเวณที่เราใช้เวลาอยู่มากที่สุดในบ้าน ห้องนอนใหญ่ควรอยู่ห่างไกลประตูทางเข้าหลัก โดยเฉพาะ ถ้าสามารถจัดวาง ให้อยู่คนละมุมกับทางเข้าหลักจะดีมาก จะทำให้ห้องนอนใหญ่อยู่ห่างไกลจากสิ่งรบกวนตำแหน่งของเตียง เตียงนอนควรจะอยู่ในตำแหน่งที่ผู้พักผ่อนสามารถมองเห็น ผู้ที่เข้ามาในห้องได้อย่างสะดวก ตามหลักแล้วตำแหน่งของเตียง ควรอยู่บริเวณมุมตรงข้ามกับประตูทางเข้าห้องนอน ปลายเตียงไม่ควรชี้ตรงไปยังประตู ซึ่งจะเป็นลักษณะของการจัดวางหลุมศพของชาวจีนในโกดังเก็บศพ เปรียบเสมือนตำแหน่งของความตาย

เตียงนอนไม่ควรวางอยู่ใต้คานเปลือย ซึ่งจะส่งผลให้ผู้พักผ่อนเกิดอาการเจ็บป่วยได้ โดยเฉพาะ อวัยวะที่อยู่ใต้คานนั้น ตัวอย่างเช่น คานเปลือยที่วิ่งผ่านเตียงตรงหน้าอกของผู้พักผ่อนนั้น ผู้พักผ่อนมักจะมีอาการแน่นหน้าอกในขณะนอนหลับ เป็นต้น หัวเตียงควรจะติดผนัง แต่ไม่ควรวางเตียงติดผนังเกินสองด้าน ในกรณีที่ตั้งเตียงลอยๆ โดยไม่สัมผัสกับผนังใดๆ เลย จะส่งผลให้ผู้พักผ่อนรู้สึกไม่มั่นคง และต้องคอยระวังไม่ควรหันปลายเตียงให้ตรงกระจกเงา กระจกเงาที่ปลายเตียง จะสะท้อนพลังเข้าสู่ผู้พักผ่อน ส่งผลให้การพักผ่อนถูกรบกวนได้ อย่างไรก็ตาม การใช้ประโยชน์จากกระจกเงาในห้องนอนมีมากมาย เราสามารถวางตำแหน่งกระจกเงาให้สามารถมองเห็นผู้ที่เข้ามาในห้องจากบนเตียงได้ตำแหน่งของเตียงนอนควรเอื้อให้ผู้พักผ่อน สามารถเห็นทิวทัศน์ภายนอกได้ แต่ต้องระวังการเปิดรับพลังชี่ (Shar หรือ ชี่ที่เลวร้าย) เข้ามาทางหน้าต่างด้วย การใช้ผ้าม่านช่วยในการปรับแสงและป้องกันมุมมองที่ไม่ดีจากภายนอกนับเป็นสิ่งที่ช่วยได้มากเตียงนอนไม่ควรวางข้างตู้ขนาดใหญ่ เนื่องจากจะส่งผลรบกวนต่อผู้พักผ่อนเหมือนมีคนเฝ้ามองเราอยู่ อย่างไรก็ตาม เตียงนอนควรจะอยู่ในตำแหน่งของสุขภาพหรืออายุยืนยาวซึ่งเชื่อกันว่าเป็นตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดใครที่อยากหลับฝันดีลองนำหลักการเหล่านี้ไปจัดห้องนอนของตัวเองก็ดี อย่างน้อยก็จะได้ปรับเปลี่ยนห้องนอนในสไตล์ใหม่ที่ไม่จำเจบ้าง

ข้อพึงรู้สำหรับห้องนอน

1. วางตำแหน่งของเตียงอย่างระมัดระวัง เพื่อว่าคุณจะได้ไม่นอนในแนวเดียวกับประตู คุณควรจะนอนอยู่ไกลทะแยงออกไปทางด้านขวา เมื่อเปิดประตูเข้ามา เตียงควรจะมองมายังประตูห้องนอนได้อย่างชัดเจน และควรจะอยู่ชิดผนังมากกว่าที่จะเป็นที่โล่งหรือหน้าต่าง
2. หลีกเลี่ยงตำแหน่งเตียงที่อยู่ใต้คาน หรือตู้ติดผนังที่ยื่นออกมาจากกำแพง
3. ควรจะมีหัวเตียงสำหรับเตียง อาจจะเป็นหัวเตียงที่ทำจากไม้กลึงมนหรือบุผ้าก็ได้
4. ถ้าเตียงของคุณหันหลังให้ประตูเข้า วางกระจกเงาไว้ที่ผนังฝั่งตรงข้าม เพื่อที่ว่าจะได้เห็นถึงผู้ที่กำลังเข้ามาในห้อง
5. ควรจะมีกระจกเพียงบานเดียวในห้องนอน กระจกรูปทรงกลมจะเหมาะสมที่สุด เนื่องจากเป็นสัญลักษณ์ของการรวมตัวเข้าหากันของพลัง
6. หลีกเลี่ยงเตียงที่มีโครงสร้างเป็นเหล็ก เหล็กจะสะท้อนคลื่นแม่เหล็กที่ส่งมาจากเครื่องไฟฟ้าต่างๆ
7. เลือกใช้ผ้าที่ทำจากวัสดุธรรมชาติสำหรับอุปกรณ์ในห้องนอนทุกชิ้นของคุณ
8. อย่าวางสิ่งใดๆที่เกี่ยวกับงานไว้ในห้องนอน หนังสือหัวเตียงควรจำกัดไว้เพียงหนึ่งถึงสองเล่ม
9. หลีกเลี่ยงการใช้ไฟจำพวกสปอตไลท์ (Spot Light) หรือไฟตรงตำแหน่งเหนือศรีษะ ตรงบริเวณหัวเตียง การให้แสงสว่างควรเป็นแสงที่นุ่มนวลกระจายมาจากดวงไฟต่างๆทั่วห้อง

 

หลักฮวงจุ้ยของห้องนอน

ฮวงจุ้ย เป็นการพยากรณ์ที่เป็นทั้งศาสตร์ และศิลป์ มีกำเนิด มาจาก จีนโบราณกว่า 3,000 ปี มาแล้ว มีการศึกษา และพัฒนา กันมาเรื่อยๆ เป็นความรู้ เกี่ยวกับ การจัด หรือการวาง สิ่งต่างๆ ให้อยู่ใน ตำแหน่ง หรือทิศทาง ที่ถูกต้องเหมาะสม เพื่อควบคุม พลังชีวิต (จีนเรียกว่า ชี่ ) ที่กำหนด คุณ ประโยชน์ ให้กับ ชีวิตมนุษย์

เป้าหมาย ในการ ปฏิบัติของ ฮวงจุ้ย ก็คือ ให้ได้มาซึ่ง ความ มีโชค ความมีสุขภาพ ความรุ่งเรือง และความสุข ของผู้ที่ ปฏิบัติตาม ศิลปะแห่งธรรมชาติ โดยประมวล มาจาก ศาสตร์ทุกด้าน ทั้งนิเวศน์วิทยา ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ จิตวิทยา รัฐศาสตร์การเมือง การจัดการ เป็นต้น แต่เนื่องด้วย ตำราฮวงจุ้ย บ่งบอก แต่ ข้อกำหนด

 

ฮวงจุ้ยของเตียง

– ฮวงจุ้ยของเตียงทิศเหนือ – ช่วยในการ พัฒนา การรู้ โดยสัญชาติญาณ

– ฮวงจุ้ยของเตียงทิศตะวันออกเฉียงเหนือ – ช่วยในการ ทำงาน ที่สสัมพันธ์กันกับ การค้นคว้า ทดลอง

– ฮวงจุ้ยของเตียงทิศตะวันออก – จะนอนหลับ ด้วยความสงบ สันต

– ฮวงจุ้ยของเตียงทิศตะวันออกเฉียงใต้ – จะมีความ พากเพียร พยายาม ในการทำงาน

– ฮวงจุ้ยของเตียงทิศใต้ – จะมีชื่อเสียง เกียรติยศดี

– ฮวงจุ้ยของเตียงทิศตะวันตกเฉียงใต้ – ช่วยในเรื่องที่เกี่ยวกับ ความรัก

– ฮวงจุ้ยของเตียงทิศตะวันตก – จะมีลูกที่ด

– ฮวงจุ้ยของเตียงทิศตะวันตกเฉียงเหนือ – จะมีเพื่อนมากมาย

 

การจัดวาง ตำแหน่งของเตียง

  1. ไม่ควรตั้งเตียงเอาไว้ใต้ขื่อ
  2. ไม่ควรตั้งเตียง หันไปทางประตูห้องนอน
  3. ไม่ควรมีที่เปิดได้ อยู่เหนือเตียง
  4. ไม่ควรหันเตียง เข้าหากระจก
  5. ไม่ควรตั้งเตียง ให้อยู่ในระหว่างเสา 2 ต้น
  6. ไม่ควรหันเตียง ไปทางประตูส้วม
  7. ไม่ควรตั้งเตียง หันเข้าหามุมห้อง
  8. ไม่ควรหันเตียง เข้าหาหน้าต่าง ที่มองเห็น แท็งค์น้ำ หรือปล่องไฟ
  9. เตาไฟ อ่างน้ำ หรือโถส้วม ไปตั้งอยู่หลังฝาผนัง ตรงหัวเตียง ไม่เป็นมงคล
  10. หัวเตียง ต้องตั้งชิดฝาผนัง ไม่ควรหันหัวเตียง ไปตรงกับประตู หรือหน้าต่าง
  11. ไม่ควรวาง หรือแขวนอะไรไว้ เหนือหัวเตียง
  12. ไม่แนะนำให้ใช้ เตียงที่มีรูปลักษณะกลม
  13. หน้าเตียง และประตูห้องนอน ไม่ควรขนานกัน หรืออยู่ในแนวเส้น เดียวกัน
  14. ไม่ควรโยกย้ายเตียง เมื่อภรรยาตั้งครรภ์
  15. ไม่ควรมี ห้องน้ำ ห้องส้วม ตั้งอยู่ชั้นบน เหนือตำแหน่งเตียง

ตำแหน่งเตียง ฮวงจุ้ยห้องนอนของผู้สูงอายุ และเด็กๆ

  1. ห้องนอนของผู้สูงอายุ ควรอยู่ด้าน ทิศใต้ หรือตะวันตก
  2. ห้องนอนผู้สูงอายุ ไม่ควรให้มืด ควรมีหน้าต่าง
  3. ห้องนอนเด็กๆ ไม่ควรอยู่หลังห้องครัว ไม่เป็นมงคล และไม่ควรมี หน้าต่างทางทิศ ตะวันออกเฉียงใต้
  4. ตำแหน่งเตียงหลีกเลี่ยง ห้องที่มีหลายๆ ด้าน ห้องนอน ที่มีลักษณะ เป็น สี่เหลี่ยมมุมฉาก หรือสี่เหลี่ยมจตุรัส
  5. ไม่ควรเอาวัตถุแหลม หรือมีคม เช่น ดาบ ไปโชว์ใน ห้องนอนเด็ก
  6. ไม่ควรเอา สัตว์สตัฟฟ์ ไว้ในห้องเด็ก
  7. ตำแหน่งของห้องนอนเด็กๆ ควรเข้ากันได้กับ วันเกิด ของพวกเขา
  8. ไม่แนะนำให้ ตั้งห้องนอนเด็ก ไว้กลางบ้าน
  9. สีของห้องเด็กๆ ควรเข้ากันได้กับ ธาตุของเด็กๆ ด้วย
  10. สีพรมในห้องเด็ก ไม่ควรขัดกับ ธาตุของเด็กๆ และ ไม่ขัดกับ ธาตุที่ตั้งห้อง
  11. แนะนำให้ติด เครื่องรางของขลัง ไว้ในห้องเด็ก และห้องผู้สูงอายุ เพื่อป้องกัน สุขภาพ ให้พวกเขา
  12. ในกรณีที่มีคน 2 คนหรือมากกว่า อยู่ในห้องเดียวกัน ควรแยกเตียง หรือวาง “เทพเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์” ไว้ใต้เตียง ในกรณีที่ นอนเตียงเดียวกัน

 

ประตูห้องนอนเจ้าบ้าน

  1. ประตูไม่ควรหันเข้าหากระจก
  2. ไม่ควรหันไปหามุมห้อง
  3. ไม่ควรหันไปหาประตูห้องอื่น
  4. ไม่ควรหันไปทางประตูห้องส้วม ไม่เป็นมงคล
  5. ไม่ควรเปิดออกไปสู่ด้านของมังกร
  6. ไม่ควรหันไปสู่บันได
  7. ไม่ควรหันไปสู่ทางเดิน

 

โต๊ะเครื่องแป้ง

  1. ไม่ควรหันหน้าไปยังประตูห้องนอนของคุณ
  2. ไม่ควรตั้งอยู่ที่ปลายเตียงทั้งสองด้าน
  3. ไม่ควรตั้งเอาไว้ใต้ขื่อหรือติดกับเสา ออกแบบภายใน
  4. ไม่ควรหันไปสู่ห้องน้ำหรือห้องส้วม
  5. ไม่ควรหันหน้าไปหากระจกบานอื่น

คุณลักษณะของบ้านที่ดีองค์ประกอบที่มีผลต่อคุณภาพของบ้าน

คุณลักษณะของบ้านที่ดี
คุณลักษณะของบ้านที่ดี
คุณลักษณะของบ้านที่ดี

คุณลักษณะของบ้านที่ดี องค์ประกอบที่มีผลต่อคุณภาพของบ้าน และปัจจัยในการสร้างสภาวะน่าสบาย และการประหยัดพลังงานสำหรับบ้าน

คุณลักษณะของบ้านที่ดี

บ้านที่ดีควรจะมีลัษณะอย่างไร? คำถามนี้สำหรับบางคนอาจจะตอบได้อย่างรวดเร็วโดยแทบไม่ต้องคิดเลยว่าบ้านที่ดีควรจะเป็น บ้านที่มี ขนาดใหญ่โต ออกแบบไว้อย่างหรูหรา และมีราคาแพง อันที่จริงคำตอบเช่นนี้ก็คงมีส่วนถูกอยู่บ้างสำหรับบางมุมมองหรือ สำหรับบางคน แต่คงไม่ถูกต้องเสมอไปสำหรับทุกๆ คน เพราะบ้านหลังใหญ่ก็ย่อมจะมีปัญหาด้านการดูแลรักษาเป็นธรรมดา บ้านที่หรู หราเกินไป อาจจะไม่ตรงกับรสนิยมของบางคน ซ้ำร้ายยังอาจเป็นเครื่องล่อตาล่อใจบรรดาโจรขโมยได้เป็นอย่างดี ส่วนบ้านที่มีราคาแพง ก็อาจจะ เกิดจากผู้ขาย หรือผู้รับเหมาต้องการกำไรสูงๆ มากกว่าการที่จะได้บ้านดีสมราคาก็เป็นไปได้เช่นกัน ถ้าเช่นนั้นแล้วบ้านที่ดีควรจะ
เป็นอย่างไร บ้านแบบไหนจึงจะเรียกได้ว่าเป็นบ้านที่ดีสำหรับทุก ๆ คนโดยไม่ขึ้นกับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย เรามาลองพิจารณา ถึงคุณลักษณะของบ้านที่คิดว่าน่าจะเป็นบ้านที่ดีสำหรับทุกๆ คน แล้วลองถามตนเองดูว่าเห็นด้วยกับสิ่งเหล่า นี้หรือไม่ บ้านที่ดีจะต้อง ประกอบด้วย คุณลักษณะพื้นฐานอย่างน้อย 4 ประการ ดังต่อไปนี้

  1. มีความสวยงามเรียบร้อย
  2. มีความมั่นคงแข็งแรง
  3. ให้ประโยชน์ใช้สอยได้ดี
  4. บำรุงรักษาง่าย

จากคุณลักษณะทั้ง 4 ประการดังกล่าว จะเห็นได้ว่าบ้านที่ดีอย่างน้อยควรมีลักษณะที่สอดคล้องกับ ความต้องการพื้นฐานของคน ทั่วๆ ไป กล่าวคือ สามารถให้ความสุข และความสะดวกสบายแก่ผู้อยู่อาศัยโดยมิได้ขึ้นกับ ขนาด ความหรูหราหรือ ราคาเท่านั้น เพราะสิ่ง เหล่านี้ ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะก่อให้เกิดความสุข และความพอใจแก่ผู้อยู่อาศัยได้เสมอไป และการที่คุณลักษณะของบ้านที่ดีทั้ง 4 ประการนี้ จะเกิดขึ้นได้นั้นย่อมต้องเริ่มจากขั้นตอนการปลูกสร้างบ้านอย่างมีคุณภาพแล้วทำอย่างไรจึงจะสามารถสร้างบ้านที่มีคุณภาพเพื่อให้ ได้บ้าน ที่ดีตามคุณลักษณะข้างต้นได้ เรามาลองพิจารณาถึงองค์ประกอบที่สำคัญอันจะส่งผลต่อคุณภาพของบ้านในหัวข้อต่อไป

องค์ประกอบที่มีผลต่อคุณภาพของบ้าน

คุณภาพของบ้านจะต้องเกิดจากองค์ประกอบที่สำคัญ 4 ประการดังนี้

1. การออกแบบ
2. การเลือกใช้วัสดุ
3. ขั้นตอน และกรรมวิธีการปลูกสร้าง
4. ฝีมือช่าง

องค์ประกอบทั้ง 4 ประการนี้มีผลต่อคุณภาพของบ้านอย่างไรจะขออธิบายโดยสังเขปตามลำดับดังต่อไปนี้

การออกแบบ

การออกแบบถือเป็นจุดเริ่มต้น และเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างบ้าน เพราะแบบบ้านจะเป็นสิ่งที่ระบุถึงรูปร่างหน้าตา และขนาด ของบ้าน โครงสร้างตั้งแต่การลงเสาเข็มรวมทั้งการวางเสา และคาน ตลอดจนถึงการกำหนดข้อมูลจำเพาะต่างๆ (specification) และ วัสดุที่จะนำมาใช้ การสร้างบ้านจะต้องยึดถือข้อกำหนด และรายละเอียดต่างๆ ที่ปรากฎในแบบเป็นพื้นฐาน ถ้าการออกแบบไม่ดีหรือการ ให้ข้อกำหนด ในแบบผิดพลาด บ้านที่ออกมาก็จะผิดพลาดตามแบบไปด้วย เช่น การกำหนดเหล็กเส้นผิดขนาด การกำหนดเสาเข็มผิด ขนาด การออกแบบเสา และคานที่ไม่สัมพันธ์กับ การรับน้ำหนัก เป็นต้น ข้อผิดพลาดเหล่านี้อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อตัวบ้านได้ ทั้งใน
ด้านของรูปแบบ โครงสร้าง และความแข็งแรง อีกทั้งการแก้ไขในภายหลังก็อาจกระทำได้ลำบาก จึงควรมีการศึกษาแบบบ้านให้รอบ คอบก่อน การสร้างบ้าน หรืออย่างน้อยก็ควรจะใช้ แบบบ้านของผู้ออกแบบ ที่ผลงานมีมาตรฐาน และได้รับความเชื่อถือใน การสร้างบ้านมาก่อน

การเลือกใช้วัสดุ ออกแบบบริเวณบ้าน

วัสดุที่ใช้ในการสร้างบ้านนับว่ามีความสำคัญต่อตัวบ้านควบคู่กันกับการออกแบบบ้านเลยทีเดียว เพราะในแบบบ้านแต่ละ ฉบับจะมี การระบุถึงวัสดุที่เกี่ยวข้องเกือบทั้งหมดอยู่แล้ว ยกเว้นเพียงวัสดุ ในแง่ของความสวยงามบางอย่างเท่านั้นซึ่ง อาจละไว้ให้เจ้า ของบ้าน ระบุเพิ่มเติมเองในภายหลัง วัสดุที่ใช้จะมีผลต่อคุณภาพของบ้านโดยตรง ดังนั้นการเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพย่อมส่งผลให้บ้าน นั้นมีความ มั่นคงแข็งแรง และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ไม่ต้องซ่อมแซมกับบ่อยๆ ในภายหลัง โดยเฉพาะวัสดุที่ต้องติดตรึงเข้ากับตัวอาคาร หรือเป็นส่วนหนึ่งของตัวอาคาร หรือสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ยากในภายหลัง ควรจะมีการศึกษา และพิจารณากันเป็นพิเศษ ตัวอย่างเช่น การเลือกชนิดของท่อน้ำประปา ท่อร้อยสายไฟ บ้านพับประตู ลูกบิดประตู วัสดุทำหลังคา และฝ้าเพดาน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ ถ้าเจ้าของบ้านมีโอกาสได้ศึกษาหาข้อมูล และมีโอกาสได้เลือกหรือมีส่วนร่วมในการกำหนดก็จะเป็นประโยชน์มาก เพราะจะช่วยให้บ้านที่ ปลูกนั้นให้ประโยชน์ใช้สอยได้เต็มที่ตามความต้องการของผู้อยู่อาศัย อีกทั้งมีอายุการใช้งานที่ยาวนานด้วย

ขั้นตอน และกรรมวิธีการปลูกสร้าง

ขั้นตอน และกรรมวิธีการปลูกสร้างนับเป็นเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งซึ่งหลายคนอาจมองข้ามหรือไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าที่ ควรเพราะคิดว่า ทุกอย่างถ้าทำตามแบบก็น่าจะเพียงพอแล้ว อันที่จริงแม้ว่าบ้านจะออกแบบไว้ดีเพียงใดหรือเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพดี ขนาดไหนก็ตาม ถ้าขั้นตอนหรือกรรมวิธีการปลูกสร้างทำได้ไม่ถูกต้องก็อาจจะก่อให้เกิดผลเสียอย่างรุนแรงต่อบ้านหลังนั้นได้ เช่น การผสมคอนกรีต ไม่ถูกส่วน การเชื่อมรอยต่อของเหล็กโครงหลังคาไม่แน่นหนา การให้พื้นรับน้ำหนักขณะที่คอนกรีตที่ใช้เทพื้นยังแข็งตัว ไม่เต็มที่ การทาสี โดยไม่ทำ ความสะอาดพื้นผิวเสียก่อน ฯลฯ เหล่านี้ล้วนมีผลต่อคุณภาพของบ้านทั้งสิ้นทั้งในแง่ของการใช้งาน และ ความสวยงาม
การป้องกันปัญหาเหล่านี้ไม่ให้เกิดขึ้นเลยนั้นมักกระทำได้ยาก เพราะต้องอาศัยการควบคุมดูแลจากหลายฝ่ายอย่างใกล้ชิด และต่อเนื่อง เป็นระยะเวลายาวนาน นับตั้งแต่เริ่มปลูกบ้านจนกระทั่งแล้วเสร็จ แต่การลดปัญหาดังกล่าวก็อาจทำได้โดยการเลือกผู้รับเหมา
ที่มีความชำนาญงาน และไว้ใจได้ ในขณะเดียวกันเจ้าของบ้านก็ควรศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้บ้าง หรืออย่างน้อยก็ควรจะสละ
เวลาไปตรวจสอบดูแลการปลูกสร้างบ้าน สิ่งเหล่านี้ถึงแม้จะก่อให้เกิดความลำบาก และเสียเวลาบ้างในช่วงแรก แต่ถ้าได้บ้านที่เรียบร้อย
และมีคุณภาพตามที่คาดหวังไว้แล้วผู้อยู่อาศัยก็จะอยู่ได้อย่างมีความสุขไปได้อีกนานเท่านาน

ฝืมือช่าง

บ้านที่ปลูกสร้างได้อย่างสวยงามมีความประณีตเรียบร้อยย่อมจะเป็นที่ตรึงตาตรึงใจแก่ผู้พบเห็นหรือผู้มาเยือน และสร้างความสุข ความภูมิใจใ ห้แก่เจ้าของบ้านหรือผู้อยู่อาศัย การสร้างบ้านแต่ละหลังจำเป็นต้องใช้ความรู้ทั้งทางด้านเทคนิค และศิลปะควบคู่ กันไป หรือกล่าว อีกนัยหนึ่งคือ ต้องมีทั้งศาสตร์ และศิลป์ผสมผสานอยู่ด้วยกัน บ้านที่ขาดประณีตศิลป์ ในการปลูกสร้าง อาทิ การปูกระเบื้อง ที่ไม่ได้แนว หรือเว้นห้องห่างเกินไป การก่อผนังที่ไม่ได้ฉาก หรือผนัง มีลักษณะเป็นคลื่นเป็นลอน การทำร่องประตู หรือหน้าต่างใหญ่เกินไป การติดตั้ง ดวงโคมเอียง หรือไม่ได้แนว เป็นต้น จริงอยู่ถึง แม้ว่าสิ่งเหล่านี้ จะยังคงสามารถ ใช้งานได้ แต่บ้านที่ได้ก็ ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็น บ้านที่สมบูรณ์เรียบร้อย ทำให้เจ้าของบ้านหรือผู้อยู่อาศัย อาจจะยังมีความขัดข้องใจแฝงอยู่

การป้องกันปัญหาเหล่านี้เจ้าของบ้านสามารถทำได้โดยการหาโอกาสศึกษาจาก ตัวอย่างบ้านที่ปลูกเสร็จแล้วหลายๆหลังแล้ว นำมา เปรียบเทียบกัน และปรึกษากับผู้รับเหมาถึงรายละเอียดต่างๆในจุดที่ต้องการ เพื่อให้การปลูกสร้างบ้านกระทำอย่างระมัดระวังยิ่ง ขึ้นซึ่งจะช่วยแก้ หรือลดปัญหาเหล่านี้ได้ ถ้าปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้นก่อนแล้วจึงคิดแก้ไขภายหลังก็อาจจะเหลือวิธีแก้ปัญหาเพียงวิธีเดียว เท่านั้นนั่น คือ การทำใจให้ยอมรับสภาพบกพร่องที่เกิดขึ้น

การออกแบบบ้าน นั้นมีตัวแปร สิ่งที่จำเป็นต้องคำนึงถึง และข้อจำกัดต่าง ๆ ที่เป็นหลัก คือ

– ประโยชน์ใช้สอย (Function)
– วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง (Material)
– สภาพแวดล้อมคือภูมิอากาศ และภูมิประเทศ (Environment)

ตัวแปรเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการออกแบบ จะเห็นได้ว่าตัวแปรที่กล่าวข้างต้นต่างเป็นส่วนหนึ่ง ที่นำมาคำนึงถึง เพื่อสร้างสภาวะ ที่เหมาะสมสำหรับผู้อยู่อาศัยภายในบ้านทั้งสิ้น ตัวแปรเหล่านี้สามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสภาวะที่เหมาะสม ทั้งที่สามารถ มองเห็น และสัมผัสได้ทันที คือ ห้องที่เหมาะสมทั้งตำแหน่งที่ตั้ง ขนาด สภาพของภายใน ตลอดจนความสวยงาม ที่เป็นรูปธรรม ส่วนสภาวะที่เหมาะสม ที่ไม่สามารถมองเห็นนั้น เป็นสภาวะที่สัมผัสได้ และมีอิทธิพลต่อพวกเราอย่างมาก คือ สภาวะของ ความเหมาะสม ที่ทำให้ร่างกายรู้สึกสบาย เราไม่สามารถกำหนดหรือบอกได้เป็น อุณหภูมิใดอุณหภูมิหนึ่ง (Temperature) เท่านั้น ยังมีความชื้นสัมพัทธ์ (Relative Humidity) ความเร็วลม (Velocity) และอื่น ๆ ที่มีส่วนสัมพันธ์ในการสร้างสภาวะน่าสบาย (Comfort Zone) ให้เกิดขึ้นได้ เราสามารถสังเกตได้จาก เรือนไทย ไม่ว่าจะเป็นเรือนโบราณ หรือเรือนไทยในปัจจุบัน เรามักจะสัมผัสได้ อย่างชัดเจนว่า เราจะรู้สึกเย็นสบาย ถึงแม้ว่า อุณหภูมิรอบตัว หรือ สภาพแวดล้อมในขณะนั้นจะไม่ได้อยู่ในสภาวะน่าสบายก็ตาม

ลักษณะของวิธีการสร้างสภาวะน่าสบาย (Comfort Zone) มี 2 ประเภทด้วยกันคือ

Passive เป็นวิธีการที่สามารถประหยัดพลังงานมากเพราะใช้ระบบตามธรรมชาติมาเป็นเครื่องสร้างสภาวะน่าสบาย เช่น การวางแนวยาว ของอาคารขวาง กับทิศทางของลม เพื่อให้ลมพาเอาความเย็นเข้ามา หรือพาเอาความร้อนออกไป การใช้ต้นไม้ และร่มเงาไม้ควบคุมทิศทางลม การใช้หลังคาทรงสูงเพื่อลดอุณหภูมิของห้อง และสร้างปรากฏการณ์ เลียนแบบธรรมชาติ เพื่อควบคุม การไหลของลม ลักษณะวิธีการสร้าง สภาวะน่าสบาย แบบนี้จำเป็นต้องใช้หลายวิธีด้วยหลักการบูรณาการ (Integration) เข้ามาร่วม เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

Active เป็นวิธีการที่ง่าย และได้สภาวะน่าสบายที่รวดเร็วที่สุด ในปัจจุบันใช้อย่างแพร่หลาย คือ ระบบการปรับอากาศ (Air condition system) การใช้ระบบที่สร้างขึ้นมาเพื่อปรับสภาพภายในบริเวณที่เราต้องการให้เกิดสภาวะน่าสบายเกิดขึ้น แต่เป็นวิธีการที่ต้องใช้ พลังงานสูง และคนส่วนใหญ่ ยังไม่สามารถใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และมากเกินความจำเป็น

ปัจจัยในการสร้างสภาวะน่าสบาย และการ ประหยัดพลังงานสำหรับบ้าน

การวางตำแหน่ง และทิศทางของบ้าน (Orientation) เป็นปัจจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเร็วลม เราสามารถที่จะวางอาคาร เพื่อขวางกับ ทิศทางของลม เพื่อให้ลมพาเอาอุณหภูมิสูงออกจากตัวบ้านไป โดยทั่วไปแนะนำให้วางอาคารแนวยาวหันไปทางทิศเหนือ-ใต้ เพื่อรับลมมรสุมตามฤดูกาล และลดผนัง ไม่ให้แนวยาวหันไปทางทิศตะวันออก-ทิศตะวันตกที่รับเอาแสงอาทิตย์ โดยตรง (Direct Sun) มากจนเกินไป การวางอาคารไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสมใกล้กับแหล่งน้ำ บ่อน้ำ ต้นไม้ใหญ่ จะสามารถลดอุณหภูมิของลม ก่อนที่จะเข้าสู่ บริเวณบ้าน รวมทั้งใช้ร่มเงา ในการป้องกันความร้อนได้
การปรับสภาพแวดล้อมของบ้าน อาจมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการวางตำแหน่งอาคาร หากเราวางตำแหน่งอาคารอย่างเหมาะสมแล้ว อาจไม่เพียงพอ การปรับสภาพแวดล้อมก็สามารถ กระทำควบคู่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน เราสามารถปลูกต้นไม้ หรือ ขุดบ่อน้ำ เพื่อปรับสภาพแวดล้อม ให้เกิดความเหมาะสมได้เช่นกัน

รูปแบบลักษณะอาคาร เป็นที่น่าสนใจที่ลักษณะเรือนไทยที่เป็นเรือนเล็ก ๆ เชื่อมต่อด้วยระเบียง หรือชานบ้านนั้น เป็นวิธีที่ช่วยให้ ลมสามารถพัดพา เอาความร้อนออกไปได้อย่างดี การยกใต้ถุนสูงเป็นการสร้างพื้นที่ใช้สอยที่มีประสิทธิภาพ และเหมาะสม กับสภาพภูมิ อากาศ ของประเทศ อย่างยิ่ง ลมสามารถพัดพา เอาความร้อน ออกไปสามารถใช้ความเย็น จากพื้นดินอีกทั้ง สามารถป้องกัน น้ำท่วม ได้เป็นอย่างดี การออกแบบบ้านให้มีลักษณะที่โปร่งให้ลมสามารถพัดผ่านไปในส่วนต่าง ๆ ของบ้าน จะสามารถลดการใช้ เครื่องปรับอากาศได้มาก

Copyright ข่าวบันเทิง และเรื่องรถยนต์ 2022
Tech Nerd theme designed by Siteturner